
สัมภาษณ์พิเศษ: เสมา 2 'ยิ่งกลัว...ยิ่งเจอ'
โดย..ทีมข่าวการเมือง
โดย..ทีมข่าวการเมือง
มีชื่อรั้งเก้าอี้รัฐมนตรีหลายครั้งหลายหน แต่มีเหตุให้ต้องถากไปเฉียดมา...กว่าที่สุดท้ายจะมาลงตัวกับตำแหน่ง "เสมา 2" ด้วยผลงานการหอบ 6 เสียง สส. ที่กระจัดกระจายมาผนึกกำลังประกาศตัวหนุนรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ในวันที่โควตา"เก้าอี้" พรรคเพื่อแผ่นดินบางส่วนถูกรัฐบาลริบคืนจากการแตกแถวออกมาโหวตสวนไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย
นำมาสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง "งูเห่า" ซึ่ง"ไชยยศ จิรเมธากร" เปิดใจอธิบายเรื่องนี้ว่า เป็นเพียงการปล่อยข่าวของบุคคลที่สูญเสียประโยชน์หรือต้องการผลทางการเมือง พร้อมเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์พลิกขั้วหนุนประชาธิปัตย์มาจัดตั้งรัฐบาล เขาเองเป็นกลุ่มแรกที่ประกาศตัวตั้งรัฐบาลนี้ ก่อนที่พรรคทั้งหมดจะออกมา และเมื่อวันนั้นก็ไม่เห็นมีใครเรียกเขาว่างูเห่า
รัฐมนตรีป้ายแดง อธิบายว่าเขาทำในสิ่งที่ถูกต้องของการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และเป็นเอกสิทธิ์ของสส. ในการที่จะโหวต เพราะฉะนั้นในสิ่งที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่ง คือเมื่อฝ่ายค้านไม่สามารถชี้ให้เห็นได้ว่ารัฐมนตรีทำผิดอย่างแท้จริงในการอภิปราย แล้วยังมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำหน้าที่ตรวจสอบทางคดีอาญา เราก็ต้องโหวตให้
"เราจะเป็นงูเห่าได้ไงในเมื่อเราอยู่ร่วมรัฐบาลและก็โหวตให้รัฐบาล แล้วเราก็ยังอยู่รัฐบาลเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นไม่ใช่งูเห่า เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานะ คนอื่นสิที่เป็นคนเปลี่ยนแปลงสถานะ ผมนี่ก็เป็นเหมือนคนที่ทำคลอดรัฐบาลตั้งแต่ต้น
ควรจะได้ตั้งแต่ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะความเสียสละของผม ผมต้องได้แต่ตอนนั้นแล้ว แต่ผมเองไม่โวยวาย ย้อนไปดูประวัติศาสตร์ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม แต่เพียงเพราะผมเป็นคนพูดง่าย ไม่ติดยึดก็แค่นั้นเอง จึงได้เกิดวันนี้ แต่ผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานะ"
ไชยยศ เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปกว่าจะได้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่า เดิมทีทางผู้ใหญ่พรรคเพื่อแผ่นดินได้พูดคุยกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาล และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะมีการปรับ ครม.เป็นข่าวออกมาแล้วพร้อมมีการเสนอชื่อพร้อมตำแหน่งเรียบร้อย
ทว่า เพียงแต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ตอนหลังเปลี่ยนไปจากการโหวตสวนของ สส.บางส่วน จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนแผน โดยทาง "สุเทพ" ได้มาพูดคุยกับเขาโดยตรงว่าควรทำตัวอย่างไร ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นที่มาของการนำ 6 เสียงเข้าสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งตัวเขายืนยันมั่นใจในความหนักแน่นไม่เปลี่ยนข้างของ 6 เสียงที่มีอยู่ และอาจจะมากขึ้นกว่านี้
กับข้อครหาว่าการรวบรวมมา 6 เสียงนี้มาจากการจ่ายเงินซื้อหัวละนับ 10 ล้านบาท ไชยยศ อธิบายว่า "ถ้ามีปัญญาขนาดนั้น ผมเป็นรัฐมนตรีไปนานแล้วไม่ต้องรอนานถึงขนาดนี้หรอก หรือถ้าซื้อได้ผมเป็นไปนานแล้ว"
ไชยยศ เล่าถึงการรวบรวมเสียง สส. ครั้งนี้เป็นไปในเวลาอันจำกัด แต่เดิมมีน้องๆ พรรคพวก สส. ที่สนับสนุนมาตั้งแต่ต้น ซึ่งพูดจริงๆ แบบไม่สร้างภาพดีลนี้ผมใช้แค่หลักแสน เพียงแค่ค่ากินข้าวกับหลายๆคนซึ่งพร้อมให้การสนับสนุนไม่ได้เรียกร้องอะไร ไว้ให้เป็นรัฐมนตรีแล้วค่อยมาช่วยกันดูแลพื้นที่
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเขาเองทำหน้าที่เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นงาน สส. งานในสภา รักษาการหัวหน้าพรรค ดูแลน้องๆ ติว สส. จัดคิวอภิปราย จัดโอกาสต่างๆ ในกรรมาธิการ ซึ่งก็มี สส.กลุ่มหนึ่งที่เห็นว่าเขามีความเหมาะสม
ดังนั้น เสียงขณะนี้จึงถือว่าหนักแน่นไม่มีปัญหากระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการลงมติ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2554 แต่เขายังย้ำว่าเสียงรัฐบาลตอนนี้ดี แม้หลายคนจะเป็นห่วงหรือมีกระแสข่าว แต่เราเชื่อมั่นในวิจารณญาณ สส. ข่าวนี่เราก็ไม่รู้นะว่าข่าวลือ ข่าวปล่อย
ส่วนรอยร้าวในพรรคเพื่อแผ่นดินนั้น ไชยยศอธิบายว่า มีความเป็นเอกภาพในระดับหนึ่ง โดยความเคลื่อนไหวก็เป็นไปสองกลุ่มหลัก กลุ่มหนึ่งคือมีตัวบุคคลขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกับอีกกลุ่มหนึ่ง ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทางผู้ใหญ่ในพรรค ไม่ว่าจะเป็น พินิจ จารุสมบัติ ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี คงจะเข้าใจดี และก็คงให้อภัยกันแต่ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกัน หรือพบปะกัน เนื่องจากงานที่นี่ค่อนข้างหนัก ยังไม่มีเวลาว่าง
สำหรับอนาคตทางการเมืองของเขา หลังจากนี้จะอยู่กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น ทาง "ไชยยศ"ได้แต่ตอบแบบรักษาท่าทีว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อนก็แล้วกัน ย้อนกลับมาที่เรื่องงานใหม่ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ "ครูต่อ" เผยความรู้สึกแวบแรกเมื่อได้รู้ว่าต้องมารับตำแหน่งนี้ว่า เข้าตำรายิ่งกลัวยิ่งเจอ เพราะไม่ได้เป็นกระทรวงที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน โดยเฉพาะต้องมาอยู่ในกระทรวงที่เคยออกตัวว่า "กลัว" มากที่สุดสองกระทรวง คือกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการต่างประเทศ
"ที่กลัวนี่คือกลัวจะทำไม่ได้ดี เพราะเป็นกระทรวงที่มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาก ศาสตราจารย์ทั้งนั้น ดร. เราแค่ปริญญาโท กระทรวงสาธารณสุขก็เป็นกระทรวงที่มีบุคลากรมีความรู้ความสามารถมาก แต่เราเคยอยู่แล้วเป็นเลขาฯ แล้วได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง กระทรวงใหญ่อื่นๆ ก็เคยทำมาบ้างแล้วก็สามารถทำได้"
สำหรับการเข้ามาบริหารบ้านเมืองในภาวะแตกแยกเช่นนี้ "ไชยยศ" ยังเชื่อว่าการลงพื้นที่ในภาคต่างๆ ไม่เป็นปัญหากับตัวเขา เพราะที่ผ่านมาก็ยังลงพื้นที่ได้ปกติ ส่วนหนึ่งจากที่เขาเป็น สส.เก่ามีเพื่อนฝูงมาก ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร แม้แต่กับกลุ่มเสื้อแดง ก็มีความสนิทสนมกับแกนนำ และในพื้นที่เองก็รู้ว่าทำหน้าที่เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่
"มีรัฐมนตรีท่านหนึ่งบอกว่า การศึกษาเหมือนดอกกล้วยไม้ คือ ใช้เวลาในการปลูก แต่เมื่อเบ่งบานแล้วคนปลูกจะชื่นใจ จะมีดอกที่สวยงามและคงทนกว่าดอกไม้อื่นๆ ผมมีหน้าที่ทำมีหน้าที่ลงมือ มีหน้าที่วางรากฐาน ส่วนความสำเร็จ ผมอาจจะไม่ได้อยู่ถึงตรงนั้น ไม่ได้อยู่เป็นประจักษ์พยานด้วยตัวเอง
...ผมมีหน้าที่คิดว่า ประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร อีก 50 ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไรวันนี้ผมไม่ได้มาคิดว่าการทำงานของผม พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ผมคิดว่าวางรากฐานวันนี้ แล้วอีก 10 ปีข้างหน้า บุคลากรที่ผมวางรากฐานไว้ จะเป็นเจ้าของประเทศ แถมคนรุ่นลูกเรา อีก 30 ปีข้างหน้าพวกเขาคือเจ้าของประเทศแทนคนรุ่นผม แทนพวกเราทุกคน คนพวกนี้เขาจะขึ้นมารับตำแหน่งต่างๆเราได้วางรากฐานที่เหนียวแน่นให้พวกเขา"
ไชยยศ ทิ้งท้ายด้วยอีกสิ่งหนึ่งที่ยึดไว้ประจำใจจากที่เคยได้ฟังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา ว่า
"ถ้าเราอยากเห็นประเทศชาติเป็นอะไรในอนาคต อย่าไปโทษผู้ใหญ่ในวันนี้ แต่ให้ดำรงความคิดนั้นไว้ แล้วเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ มีโอกาสขึ้นมาบริหารประเทศชาติ แล้วเรายังดำรงความคิดนั้นไว้ได้ เราก็จะสามารถแก้ปัญหาไปได้เอง"
เปิดปูมกบฏอีสานปชป.
ราวกับเขียนบทเอาไว้ล่วงหน้ากับนาทีที่ "ไชยยศ จิรเมธากร" หอบหิ้วนำ 6 เสียงมาหนุนรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ก่อนได้รับเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นของสมนาคุณกลับมาเบื้องหลังดีลนี้ "ไชยยศ" พกพาเอาความสัมพันธ์นับ 30 ปี กับ "ผู้จัดการรัฐบาล" สุเทพ เทือกสุบรรณ ตั้งแต่สมัยยังเป็น "ศิษย์เก่า" ใต้ชายคาพระแม่ธรณีฯ และความคุ้นเคยกับพลพรรคจากค่ายสะตอทำให้ทุกอย่างดูง่ายไปหมด
ย้อนดูความสัมพันธ์ครั้งนั้น ไชยยศ สุเทพ และนิพนธ์พร้อมพันธุ์ ถือเป็นกลุ่มซี้ย่ำปึ้กที่ถูกจับตามองในยุคนั้น ดังจะเห็น "ไชยยศ" คอยไปช่วยงาน "นิพนธ์" ในตำแหน่งเลขาฯรัฐมนตรีหลายรอบ
ยิ่งกับนายหัวชวน หลีกภัย "ไชยยศ" ถือเป็นศิษย์รักถึงขั้นเลือกข้างประกาศตัวเป็น "กบฏอีสาน" คนแรกของประชาธิปัตย์เมื่อครั้งหันมาหนุน นายหัวชวนเป็นหัวหน้าพรรคที่แข่งกับมารุต บุนนาค ซึ่งมี ประจวบ ไชยสาส์น หัวหน้าทีมอุดรธานีคอยหนุน
ภายหลัง "ชวน" ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค "ประจวบ" ได้ตัดสินใจแตกออกไปจากประชาธิปัตย์ "ไชยยศ" เป็นเพียงสส.อีสานคนเดียวที่ไม่ได้ตามไป นั่นเป็นการประกาศตัวเลือกข้างครั้งแรก
ก่อนจะมาเลือกข้างยืนอยู่ฝั่ง "ประชาธิปัตย์ผลัดใบ" หนุน"อภิสิทธิ์" ขึ้นสู่เก้าอี้หัวหน้าพรรคแม้จะไม่ประสบความสำเร็จในรอบนั้น ทว่ากลับเป็นจุดเริ่มต้นและส่งผลกระทบหลายทอด จนสร้างความระหองระแหงกับรองหัวหน้าพรรคภาคอีสานขณะนั้น
หลังคำขาด "พี่ไม่ออก ผมออกเอง" ทำให้ "ไชยยศ" เลือกเดินออกจากประชาธิปัตย์ในวันที่เสียงทัดทานจาก "อภิสิทธิ์"และนายหัวชวนไม่สามารถรั้งตัวเขาไว้ได้
"ผมเป็นคนเดียวที่ออกไปแล้วคนในประชาธิปัตย์ไม่รู้สึกอะไรกับการออกไป เพราะผมไปลามาไหว้ ตอนนั้นปิดประตูเข้าห้องเย็นกับนายชวน 2 ชั่วโมงครึ่ง พูดกันจนพี่ชวนโอเค"
วันนี้ในฐานะคนนอกที่มองกลับมายังประชาธิปัตย์"ไชยยศ" มองว่าเก้าอี้ สส.อีสานของประชาธิปัตย์ แม้จะน้อยแต่คงไม่ถึงกับ "สูญพันธุ์" เนื่องจากยังมีข้อยกเว้นที่จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผู้ก่อตั้งพรรค จนมี สส.มาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนจังหวัดอื่นยังต้องใช้เวลา และขึ้นอยู่กับความปรองดอง ถ้าก้าวหน้าจนสามารถลงไปหาเสียงได้มากน้อยแค่ไหน ทว่าโอกาสจะรีเทิร์นกลับมา สวมเสื้อประชาธิปัตย์ร่วมลุยศึกอีสานหรือไม่นั้น
"มันยังไม่ใช่เวลา อนาคตก็อีกเรื่อง ตอนนี้ก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุด" เขาตอบสั้นๆ







