
คิวอีมาอีกแล้ว
จะออกสตาร์ทกันแล้ว สำหรับการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่จะทุ่มเงินเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร เข้าซื้อพันธบัตรประเทศสมาชิกกลุ่มยูโรโซน (ยกเว้นกรีซ) เพื่อสร้างสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจทั่วยูโรโซน โดยจะเป็นการเข้าซื้อตั้งแต่เดือน มี.ค.นี้ถึงเดือน ก.ย.ปีหน้า เป็นมูลค่ารวม 1.1 ล้านล้านยูโรครับ
จะออกสตาร์ทกันแล้ว สำหรับการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่จะทุ่มเงินเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร เข้าซื้อพันธบัตรประเทศสมาชิกกลุ่มยูโรโซน (ยกเว้นกรีซ) เพื่อสร้างสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจทั่วยูโรโซน โดยจะเป็นการเข้าซื้อตั้งแต่เดือน มี.ค.นี้ถึงเดือน ก.ย.ปีหน้า เป็นมูลค่ารวม 1.1 ล้านล้านยูโรครับ
ตลาดทุนทั่วโลก ก็ต้องรอจับตาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการหว่านเงินครั้งมโหฬารในหนนี้ของอีซีบี ซึ่งคาดว่าจะทำให้ทุนไหลเข้าตลาดทุนของประเทศเกิดใหม่อย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ต้องดูว่าจะวิ่งเข้าตลาดพันธบัตร หรือตลาดหลักทรัพย์กันมาก แต่ที่แน่ๆ ผลจากการใช้คิวอีในครั้งนี้ น่าจะทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกก็ต้องระมัดระวังกันครับ
ยุโรปไม่ใช่เป็นประเทศเดียวในขณะนี้ที่มีการใช้คิวอี ขณะนี้ญี่ปุ่นก็กำลังใช้อยู่เช่นกัน ดังนั้นปริมาณทุนที่จะไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าทั้งสองเขตเศรษฐกิจดังกล่าวนั้นก็จะไหลมาจากทั้งสองทาง ค่าเงินยูโรและค่าเงินเยนก็จะเป็นสองค่าเงินที่รับประกันได้ว่าจะอ่อนค่าลงไปต่อเนื่องในระยะนี้
แต่กระนั้น เมื่อเทียบกันระหว่างการใช้คิวอีของยุโรป และของสหรัฐอเมริกาในช่วงก่อนหน้านี้ ถามว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
แน่นอนว่า การใช้คิวอีของยุโรปน่าจะมีผลกระทบต่อโลกน้อยกว่าการใช้คิวอีของสหรัฐครับ โดยที่ปัจจัยสำคัญก็คือเรื่องของกรอบเวลาการใช้นั่นเอง
คิวอีของยุโรปมีกรอบระยะเวลาที่จะใช้อย่างแน่นอน คือ ระหว่างเดือน มี.ค.นี้ไปจนถึงเดือน ก.ย.ปีหน้า ดังนั้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็น่าจะไม่รุนแรงมากนักเมื่อเทียบกับของสหรัฐที่มีการใช้มาอย่างต่อเนื่อง
คิวอีครั้งแรกของสหรัฐในช่วงกลางปี 2008-2010 มูลค่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ต่อเนื่องมาจนถึงครั้งที่ 2 ในระหว่างปี 2010-2012 อีก 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และครั้งที่ 3 ไม่กำหนดระยะเวลา คือ ตั้งแต่ปี 2012 เรื่อยมาจนถึงเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เองที่สหรัฐเพิ่งจะหยุดไป ดังนั้นจะเห็นว่าระยะคิวอีของสหรัฐนั้นยาวนานกว่า สร้างผลกระทบต่อโลกได้ต่อเนื่องมากกว่า
นอกจากนั้น เรื่องความแตกต่างระหว่างสกุลเงินยูโรและเงินเหรียญสหรัฐก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเช่นกันครับ เพราะเงินสหรัฐมีคนใช้มากกว่า เป็นเงินสกุลหลักของโลก เมื่อเงินสหรัฐอ่อนตัวลงเป็นระยะเวลานานก็สร้างผลกระทบในวงกว้างกว่าการอ่อนค่าของยูโร
คิวอียุโรปในจึงไม่น่ากังวลมากเท่ากับคิวอีของสหรัฐครับ







