
เศรษฐกิจเครื่องดับ รัฐต้องทุ่มสรรพกำลังแก้
เศรษฐกิจปี 2557 ที่ผ่านมาขยายตัวได้ 0.7% เพราะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดดับสนิทจากพิษการเมือง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจปี 2557 ที่ผ่านมาขยายตัวได้ 0.7% เพราะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดดับสนิทจากพิษการเมือง แม้ว่าครึ่งปีหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารจะแก้ไขติดเครื่องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไม่ได้ผลตามเป้า
สำหรับปี 2558 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.5-4.5% เพราะรัฐบาลเชื่อว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจะเริ่มเครื่องติดได้ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายภาครัฐและการใช้จ่ายภาคเอกชน ที่จะเป็นพระเอกนางเอกในปีนี้
แต่ผ่านมาสองเดือนแรกของปีนี้ ตัวเลขวัดกำลังเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจกลับมีปัญหา ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างที่หวัง และยังเสี่ยงที่จะดึงเศรษฐกิจให้ถอยหลังอีกต่างหาก
จากตัวเลขการส่งออกเดือน ม.ค. 2558 ที่ออกมาติดลบ 3.5% ตอกย้ำว่า เครื่องยนต์ขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจยังมีอาการหนักจนน่าเป็นห่วง เพราะการส่งออกเป็นเครื่องยนต์ใหญ่ของไทย มีสัดส่วนมูลค่าถึง 60% ของจีดีพี หากการส่งออกทรุด เศรษฐกิจก็ขยายตัวต่ำอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ตัวอย่างเห็นชัด คือ ปีที่ผ่านมาที่การส่งออกไม่ขยายตัว เศรษฐกิจก็ร่อแร่
ที่ผ่านมา แม้การส่งออกของไทยจะไม่ดีนัก แต่ในไส้ในยังพอทำให้ใจชื้น เพราะการส่งออกไปจีน ญี่ปุ่น และประเทศในภูมิภาค ยังขยายตัวดี แม้ว่าการส่งออกไปสหรัฐและยุโรปจะลดลงก็ตาม แต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา การส่งออกของไทยไปยังจีน ติดลบ 19.7% ญี่ปุ่น ติดลบ 7.5% กลุ่มประเทศอาเซียน ติดลบ 4.8% และยุโรป ติดลบ 5%
การส่งออกที่ทรุดนั้น ปัญหาสำคัญยังมาจากราคาสินค้าเกษตรของไทยตกต่ำ กระทบถึงรายได้เกษตรกรซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ มีรายได้น้อยกระทบการใช้จ่ายซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย
อาการที่น่าเป็นห่วงของการส่งออกตอนนี้ ยังไม่มีมาตรการแก้ไขที่ชัดเจน แม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการจะเรียกร้องให้รัฐบาลยกปัญหาการส่งออกเป็นวาระแห่งชาติ อีกทั้งยังเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อน แต่ก็ถูกปฏิเสธจาก ธปท. เพราะเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาและอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 2% ต่อปี ถือว่าต่ำมาก ทั้งที่อัตราเงินเฟ้อของไทยไม่สูง แต่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยติดลบกระทบกับผู้ออม และการลดดอกเบี้ยยังไปเร่งหนี้ครัวเรือนให้สูงขึ้นเป็นวิกฤตของเศรษฐกิจอีกด้าน
แม้แต่ สมหมาย ภาษี รมว.คลังยังออกมายอมรับว่า การลดดอกเบี้ยทำได้ไม่มาก และอย่างเก่งก็ลดได้ไม่เกิน 0.5% แต่ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนได้ อาจช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนลง ซึ่งช่วยการส่งออกได้เล็กน้อยเท่านั้น และเห็นด้วยกับ ธปท.ที่เห็นว่าต้องใช้มาตรการทางการ โดยเฉพาะการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นขณะนี้ จะเห็นว่านโยบายการเงินมีข้อจำกัด ทางออกของเศรษฐกิจไทยเวลานี้จึงฝากความหวังไว้ที่การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการบริโภค แต่ก็ไม่ง่าย
งบลงทุนปี 2558 มีจำนวนทั้งสิ้น 4.5 แสนล้านบาท ล่าสุดเบิกจ่ายได้ 17% มีการทำสัญญาผูกพันแล้วอีก 1.35 แสนล้านบาท หากเบิกจ่ายงบได้หมดในเดือน มี.ค.นี้ จะทำให้ตัวเลขเบิกจ่ายงบเพิ่มเป็น 30% ซึ่งการปฏิบัติให้ได้นั้นเป็นเรื่องสาหัส และถึงให้เบิกจ่ายได้ 30% ก็ด้วยเวลาที่ผ่านไปครึ่งปีงบประมาณแล้ว ถือว่าทั้งช้าและน้อยมาก
สาหัสกว่านั้น คือ งบลงทุนที่เหลืออีก 70% เป็นเงินกว่า 3 แสนล้านบาท จะเบิกจ่ายได้มากน้อยขนาดไหน เพราะที่ผ่านมาคลังก็ยอมรับว่าในส่วนนี้เป็นงบลงทุนที่ถ้าเป็นคนไข้ ก็ป่วยหนักเดินหน้าไม่ได้
ปัญหาที่ตามมา คือ เมื่อการลงทุนขนาดใหญ่ไม่เดินหน้า การลงทุนภาคเอกชนก็หยุดนิ่ง เพราะรอการลงทุนภาคเอกชนมาสร้างความมั่นใจก่อน โดยเฉพาะการลงทุนสร้างระบบขนส่งทั้งถนน รถไฟ และรถไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้มีโครงการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ของเอกชนตามมา เป็นภาคธุรกิจที่ทำให้เศรษฐกิจหมุนได้หลายรอบ แต่ตัวเลขการลงทุนด้านก่อสร้างในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา กลับชะลอตัว เห็นได้จากยอดขายปูนซีเมนต์ที่ติดลบ
ส่วนการบริโภคที่ถูกมองว่าจะเป็นพระรองช่วยเศรษฐกิจ ดูเผินๆ ดีขึ้น การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มการบริโภคในประเทศขยายตัว จากมาตรการกระตุ้นแจกเงินชาวนาและชาวสวนยาง แต่เงินดังกล่าวหมดลงแล้วการบริโภคต่อไปก็อาจแผ่วลง รัฐบาลจึงต้องหามาตรการกระตุ้นต่อ มีการเร่งเติมเงินกองทุนหมู่บ้าน 7 หมื่นล้านบาท และการซ่อมสร้างถนนทั่วไทยอีก 4 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้ฐานรากใช้จ่ายเพื่อบริโภค
แต่แม้จะฝากความหวังไว้ที่การลงทุนภาครัฐ ที่มีอุปสรรคและต้องใช้เวลาเพื่อให้เม็ดเงินงบประมาณถึงมือประชาชน ก็ใช่ว่าหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ จะอยู่นิ่งเฉย โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ที่มีหน้าที่โดยตรงในการดูแลเรื่องการส่งออก กลับนิ่งเงียบผิดปกติ
แม้ตลาดโลกจะซบเซา เศรษฐกิจหลายภูมิภาคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีจนถึงผู้บริหารระดับสูงจะไม่ดำเนินการอะไร หรือทำเพียงแค่การเรียกทูตพาณิชย์มาชี้แจงทำความเข้าใจ
การเปิดตลาดใหม่ๆ ที่คนไทยยังไม่คุ้นเคย การอำนวยความสะดวกให้สินค้าไทยซื้อขายผ่านออนไลน์ได้กว้างขวางขึ้น การจัดเทรดแฟร์เชิญชวนต่างประเทศมาซื้อสินค้าไทย ฯลฯ ล้วนอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่มีงบส่งเสริมการตลาดมากมายมหาศาล แต่กลับไม่เห็นการดำเนินการอะไรมากนัก
ขณะเดียวกัน ธปท.ก็คงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ด้วย โดยเฉพาะเวลานี้เศรษฐกิจไทยไม่มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพ จากการที่อัตราเงินเฟ้อเดือน ม.ค.ติดลบ และเดือน ก.พ.น่าจะติดลบต่อเป็นเดือนที่สอง จนเกิดภาวะเงินฝืดทางเทคนิคขึ้น ซึ่งจะทำให้ ธปท.ถูกกดดันให้ลดดอกเบี้ยรุนแรงขึ้น
แม้จะถูกกดดัน แต่มองอีกด้านหนึ่งการเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แรงพอ ไม่ใช่ลดเพียง 0.25% ที่แทบจะไม่ส่งผลอะไร ก็จะช่วยผ่อนคลายปัญหาด้านเศรษฐกิจได้ระยะเวลาหนึ่ง อย่างน้อยก็ช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยพอมีเวลาหายใจ เพื่อรอเม็ดเงินการลงทุนจากภาครัฐที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งปล่อยออกมา
ถือว่าเป็นการร่วมมือร่วมใจกันทำงาน โดยมี “คนไทย” เป็นที่ตั้ง ให้ผ่านพ้นวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้







