
"สว.ลากตั้ง-นายกฯคนนอก"ปมฉุดรัฐธรรมนูญ
ทั้งสองประเด็นถือเป็นระเบิดเวลา หากไม่สามารถชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคมได้อย่างชัดเจน อาจทำเกิดการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เมื่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเคาะสุดท้ายให้ที่มาของนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจาก สส. และใช้วิธีเลือกทางอ้อมสำหรับ สว.
นอกจากจะถูกมองว่า “ถอยหลังเข้าคลอง” แล้ว ทั้งสองประเด็นนี้ที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเข็นออกมาแก้ปัญหาอุดช่องโหว่ในอดีต กำลังจะกลายเป็นชนวนที่ฉุดให้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับมีปัญหาไม่เป็นที่ยอมรับ
เริ่มตั้งแต่ประเด็นใหญ่อย่างที่มาของนายกฯ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้พยายามปรับปรุงกระบวนการสรรหาให้ตำแหน่งนี้ยึดโยงกับประชาชน
ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกฯ อย่างน้อยก็ต้องผ่านด่านแรก คือ ให้ประชาชนลงมติให้ความเห็นชอบในสนามเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นระบบเขตหรือระบบบัญชีรายชื่อ
เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญ 2550 แต่สุดท้ายเมื่อถึงวิกฤตการเมือง เงื่อนไขดังกล่าวกลับกลายเป็นเงื่อนตายที่ซ้ำเติมสถานการณ์ถึงขั้นลุกลามเป็นภาวะกึ่งสุญญากาศจนการเมืองต้อง “ติดหล่ม” ไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้
แต่แนวทางการแก้ไขปัญหาของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยการปลดล็อกไม่ให้นายกฯ ต้องมาจาก สส.นั้น กลับถูกมองว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกจุด โดยควรไปหาทางอุดช่องโหว่ในส่วนอื่นมากกว่า ไม่เช่นนั้นที่มาของตำแหน่งนายกฯ จะขาดการยึดโยงของประชาชน
อาจรวมไปถึงขาดการตรวจสอบคัดกรองเบื้องต้น เพราะบุคคลที่จะเป็น สส. จะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติมาแล้วระดับหนึ่ง รวมทั้งเป็นคนที่ประชาชนจะได้เห็นผลงาน เห็นความคิดมาก่อนที่จะเป็นนายกฯ
ยิ่งกว่านั้นยังถูกมองว่าอาจเปิดช่องให้รอ “นายทุน” หรือ “ผู้มีอิทธิพล” กระโดดเข้ามาสู่ตำแหน่งนายกฯ ได้ตลอดเวลาหากรวมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรได้
ไม่เว้นแม้แต่สถานการณ์เฉพาะหน้า หลังกระบวนการปฏิรูปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) “ช่องว่าง” ที่เปิดเอาไว้ตรงนี้ เริ่มมีเสียงดักคอว่าจะเป็นการเปิดช่องสำหรับให้ คสช.เข้ามาสืบทอดอำนาจหรือไม่
อีกประเด็นที่รุนแรงไม่แพ้กันนั้น คือเรื่องที่มาของ สว. จากเดิมที่เคยเป็นระบบผสมระหว่างสรรหาและเลือกตั้ง เป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างคนที่เห็นว่าการเลือกตั้งยังไม่ตอบโจทย์การเมืองทั้งหมด และอีกฝั่งที่เห็นว่าควรให้อำนาจประชาชนเป็นคนคัดเลือก สว.ป้องกัน “มือที่มองไม่เห็น” เข้ามาครอบงำฉุดรั้งความเป็นประชาธิปไตย
อีกทั้งต่อมาสมัยรัฐบาลเพื่อไทยที่ว่ากันว่าได้คะแนนเสียงถล่มทลายจากการเลือกตั้ง สส. เริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะต้องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ ท่ามกลางเสียงคัดค้านห่วงว่าจะซ้ำซ้อนกับสภาล่าง กลายเป็นปัญหาเรื่องอำนาจเบ็ดเสร็จที่ขาดการถ่วงดุล และสุดท้ายต้องสะดุดลงไปเมื่อถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
ไม่แปลกที่จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในครั้งนี้ เพราะข้อสรุปของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปรับให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมทั้งหมด
เพราะนอกจากประเด็นเรื่องการยึดโยงกับประชาชนแล้ว ยังมีความเป็นห่วงกันว่า สัดส่วนตัวแทนที่กำหนดในรัฐธรรมนูญนั้นจะครอบคลุมตัวแทนแต่ละสาขาอาชีพครบถ้วนหรือไม่ ที่สำคัญในแต่ละสาขาอาชีพนั้นจะได้ตัวแทนจากกลุ่มอาชีพที่แท้จริงหรือไม่ เช่น กลุ่มเกษตรกรชาวนา ซึ่งห่วงว่าสุดท้ายอาจกลายเป็นตัวแทนเถ้าแก่เจ้าของโรงสีมาแทนชาวนาจริงๆ ที่จะทำให้กลายเป็นปัญหาในอนาคต
ส่องดูสัดส่วนที่รัฐธรรมนูญกำหนด ตั้งแต่ 1.ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกฯ ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา ไม่เกิน 10 คน 2.ผู้ซึ่งเคยเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ข้าราชการฝ่ายทหาร ตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พนักงานของรัฐในรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ประเภทละไม่เกิน 10 คน แต่ต้องไม่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น
3.ผู้แทนองค์กรวิชาชีพหรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว.จำนวนไม่เกิน 10 คน 4.องค์กรด้านต่างๆ เช่น เกษตรกรรม แรงงาน วิชาการ ชุมชน ท้องถิ่น จำนวนไม่เกิน 50 คน และ 5.ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านต่างๆ เช่น การเมือง ความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ ไม่เกิน 100 คน
กลายเป็นความเป็นห่วงเพราะ สว.ที่มาจากการ “ลากตั้ง” จะนำไปสู่ปัญหาเดิมๆ ในอดีต รวมไปถึงการสืบทอดอำนาจ ที่สำคัญหากดูอำนาจของ สว.นั้น นอกจากจะมีทั้งตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารตามปกติแล้ว ยังคงอำนาจ “ถอดถอน” ร่วมกับฝั่งสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งยังมีอำนาจคัดกรองบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ “รัฐมนตรี”
ทั้งสองประเด็นถือเป็นระเบิดเวลา ซึ่งหากไม่สามารถชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคมได้อย่างชัดเจน อาจทำให้สังคมไม่ยอมรับและต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ







