posttoday
รวมหิ่งห้อย สอยเอเลี่ยน

รวมหิ่งห้อย สอยเอเลี่ยน

01 มีนาคม 2558

ธรรมกายนี้คือสิ่งแปลกปลอมหรือ “เอเลี่ยน”

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ธรรมกายนี้คือสิ่งแปลกปลอมหรือ “เอเลี่ยน”

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยต่อสู้ในเรื่องนี้มาหลายปีในช่วง 2524-2536 แต่ก็ทำอะไรธรรมกายไม่ได้ ตั้งแต่ที่ท่านยังแข็งแรงดีจนถึงหมดแรงเข้าโรงพยาบาล จนถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2538 โดยท่านเรียกลัทธิธรรมกายนี้ว่า “เอเลี่ยน” หรือมนุษย์ต่างดาว

ผู้เขียนรู้จัก “อาณาจักรธรรมกาย” (ไม่เรียกวัดเพราะไม่ใช่ และตามสภาพสถานที่ที่ใหญ่โตมากน่าจะเรียกได้ว่าเป็น “อาณาจักร” ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ขยายอาณาจักรไปมากจนน่ากลัว โดยเฉพาะใน “สมอง” ที่หลายคนถูกล้าง “ทำนองคลองธรรม” ออกไปจนหมด แม้กระทั่งพระผู้ใหญ่และผู้นำหลายรัฐบาล) มากว่า 30 ปี เพราะพ่อตามีที่ทางปลูกพืชผักทำสวนอยู่แถวนั้น

วันหนึ่งใน พ.ศ. 2526 ผู้เขียนได้เดินเข้าไปชมข้างใน ตอนนั้นยังไม่มีเจดีย์ทรงดาวเทียม (หรือถ้ามีก็คงยังสร้างไม่เสร็จ) มีแต่โบสถ์สีขาวหลังกะทัดรัดก็ดูน่าชื่นชม สถานที่ก็รื่นรมย์ มีสวนมีน้ำต้นไม้ร่มรื่น แต่ที่ไม่คาดคิดว่าจะเป็น “มหกรรมสถาน” ในปีต่อๆ มาก็คือ เต็นท์ขนาดใหญ่เนื้อที่เป็นไร่ๆ ที่กำลังก่อสร้าง แต่ก็คิดในแง่ดีว่าคงเอาไว้บังแดดบังฝนให้กับผู้คนที่มาชุมนุมกันทีละมากๆ ไม่คาดคิดว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นที่ “ล้างสมอง” คนไทยที่น่ากลัวที่สุด

ช่วงนั้นผู้เขียนยังทำงานอยู่ที่บ้านสวนพลู เห็นผู้คนต่างๆ รวมถึงพระคุณเจ้าเข้ามาพบท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ส่วนหนึ่งมาคุยเรื่องลัทธิธรรมกาย ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็เอาจริงเอาจังมาก พอดีมีลูกศิษย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ท่านหนึ่งเป็นรองอธิบดีกรมประมวลข่าวกลาง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สำนักข่าวกรองแห่งชาติ) ก็มีข้อมูลบางอย่างตรงกันว่าลัทธิธรรมกายกำลังทำลายศาสนาพุทธและเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมไทย ท่านจึงขอไปพบพระสงฆ์ผู้ใหญ่แล้วถามถึงเรื่องนี้ว่าจะจัดการอย่างไร ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าต้องให้มหาเถรสมาคมจัดการ

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่ได้เขียนโจมตีลัทธิธรรมกายในทันที แต่รอจนทราบว่ามหาเถรสมาคมไม่เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ท่านจึงเริ่มเขียนถึงลัทธิธรรมกายลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ โดยให้สติผู้มีอำนาจว่า ถ้าปล่อยให้ลัทธินี้เติบโตต่อไป คณะสงฆ์ไทยอาจจะปั่นป่วนเหมือนเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 คือพระสงฆ์บางคณะบางวัดไม่รักษาพระธรรมวินัย ทำตัวไม่น่าเลื่อมใส ราษฎรขาดที่พึ่งที่หวัง สังคมเต็มไปด้วยไสยศาสตร์เลอะเทอะ ดังจะเห็นได้จากเมื่อพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้เร่งรัดในเรื่องของการจัดระเบียบสงฆ์นี้เป็นเรื่องแรกๆ

ดูเหมือนว่ารัฐบาลในยุคนั้นที่นำโดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านก็ “โยน” เรื่องนี้ให้เป็นของมหาเถรสมาคมอีกเช่นกัน ไม่แตกต่างจากครั้งนี้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โยนให้รองนายกฯ วิษณุ
เครืองาม ซึ่งก็ตามลีลาของรองนายกฯ (มืออาชีพ) ท่านนี้ ที่ “เหาะเกินลงกา” พาเถลไถลให้คอยติดตามดูการประชุมครั้งต่อไปของมหาเถรสมาคม ทั้งๆ ที่ผู้คนต้องการจะรู้และกำลังดูทีท่าว่ารัฐบาลมี “นโยบายและแนวปฏิบัติ” เกี่ยวกับการจัดการ “ขยะศาสนา” เหล่านี้ “ในทันที” อย่างไร

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พูดกับใครต่อใครที่มา “รำพัน” เรื่องธรรมกายกับท่านและความเหยาะแหยะของมหาเถรสมาคม ว่ามหาเถรสมาคมน่าจะมาเสื่อมในยุคหลังกึ่งพุทธกาลนี่แหละ

ตั้งแต่กรณีของพระพิมลธรรม
วัดมหาธาตุ ถูกเผด็จการยุคนั้นกลั่นแกล้ง เลยมีการแก้พระราชบัญญัติสงฆ์ใน พ.ศ. 2505 ให้อิสระแก่มหาเถรสมาคม แต่ด้วยความที่พระบริหารไม่เป็น ทำได้แค่ให้ยศและ “อวย” ตำแหน่งต่างๆ ให้กัน แต่พอพระทำผิดจะต้องลงโทษก็เงอะๆ งะๆ หลายคดีต้องทำให้เป็นเรื่องทางโลกเสียก่อน อย่างกรณีเจ้าคุณอุดมขายเครื่องราชฯ ก็ต้องหาหลักฐานมาจับสึก แล้วจึงจะดำเนินคดีเอาผิดได้ เพราะถ้าอยู่ในผ้าเหลือง ดูจะไม่มีใครกล้าจัดการอะไร

หลายวันก่อนหน้านี้ตอนที่มี “ธุดงค์ลามก” (ลามกคือการกระทำที่อุจาดน่าอับอาย) ผู้เขียนต้องทะเลาะกับมารดา เพียงเพราะผู้เขียนวิจารณ์ว่า “ทำไมต้องเหยียบดอกไม้สีเหลือง!” ซึ่งสีเหลืองมีความหมายมากสำหรับคนไทย ผู้เขียนเลยมานึกถึงคำพูดของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่ว่า “เพียงแค่มีผ้าเหลืองหุ้มก็เอาผิดอะไรไม่ได้” น่าจะเป็นค่านิยมที่ฝังรากอยู่ในแกนสมองของคนไทยจำนวนหนึ่ง ถ้าไม่เชื่อลองไปถาม “ผู้เป็นใหญ่” ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางท่านดู ก็คงจะได้คำตอบแบบ “ไปไหนมา สามวาสองศอก” เหมือนรองนายกฯ วิษณุ นั่นเลยทีเดียว

ขณะนี้ความเคลื่อนไหวที่จะโค่นล้มธรรมกายดูจะเน้นหนักไปในแง่ของการ “กระทุ้ง” คือร้องเรียนไปยังผู้รับผิดชอบให้จัดการ นั่นก็คือมหาเถรสมาคม แต่ตราบใดที่มหาเถรสมาคมยังไม่ชี้ความผิด จับหัวหน้าลัทธิและสมุนบริวารในลัทธินี้ “เอาผ้าเหลืองออก” (ผู้เขียนไม่ใช้คำว่า “สึก” เพราะทั้งหัวหน้าและสมุนบริวารในลัทธินี้ไม่ใช่พระ) ก็คงจะทำอะไรแก๊งอุบาทว์นี้ไม่ได้ คงต้องปล่อยให้ “ลอยนวล” ไปให้ลัทธินี้ หรือไม่ก็คนไทยข้างใดข้างหนึ่ง “ตายจาก” ไปเสียก่อน

ในหลักรัฐศาสตร์หรือวิธีสำหรับการปกครองบ้านเมือง เมื่อวิกฤตหายนะเกิดขึ้น เริ่มต้น “รัฐ” จะต้องออกมาชี้นำหรือกำหนดนโยบายในการแก้วิกฤตนั้นให้ชัดเจน อย่างเช่นขณะนี้ผู้คนจำนวนมากได้ระเบิดอารมณ์ออกมาแล้วว่า ทำไมจึงปล่อยให้ลัทธิบ้าๆ บอๆ บางแห่ง กระทำอุจาดลามกต่างๆ นานาได้อย่างไม่
เกรงกลัวใคร แล้วทำไมจึงปล่อยให้เป็นเรื่องของมหาเถรสมาคม ซึ่งท่านผู้ปกครองก็น่าจะรู้แล้วว่า ตัวปัญหาก็คือมหาเถรสมาคมนี่แหละ

ผู้เขียนเป็นนักรัฐศาสตร์ เชื่อในแนวคิดเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งรัฐมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องและส่งเสริมศาสนา แต่เมื่อมีการกระทำบางอย่างที่ไม่ใช่เรื่องของศาสนา แต่เป็นลัทธิลามกที่แอบอ้างศาสนาหลอกลวงหากิน ก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเข้ากำจัด จึงจะถือได้ว่ารัฐได้ทำหน้าที่ในการปกป้องศาสนาอย่างเต็มที่

ผู้เขียนขอฝากความคิดนี้ไปถึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยขอให้เขียนไว้ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐว่า “รัฐมีหน้าที่ปกป้องและส่งเสริมศาสนาทุกศาสนาที่ไม่ละเมิดกฎหมายและศีลธรรมอันดีงามของบ้านเมือง” เพื่อที่จะจัดการกับลัทธิหรือแม้แต่ศาสนาที่ละเมิดกฎหมายและหลักศีลธรรมต่างๆ ทั้งนี้ก็จะได้มีผลให้ไปแก้กฎหมายลูกที่รวมถึง พ.ร.บ.สงฆ์นั้นด้วย

ปรากฏการณ์ “ต้านลัทธิธรรมกาย” ในเวลานี้แม้จะดูเหมือนเป็นแสงวับๆ แวมๆ ของ “หิ่งห้อย” ตัวเล็กตัวน้อย ที่กำลังต่อสู้กับ “เอเลี่ยน” มหึมาที่ห่มผ้าเหลือง แม้ว่าคนดูแลบ้านคือรัฐบาลจะ “กลัวบาป” ไม่กล้าจัดการ (อย่างที่เลี่ยงปัญหานี้มากว่า 30 ปี) แต่การออกมาของเจ้าของบ้านคือคนไทยอย่างมากมายมหาศาลในครั้งนี้ก็เป็นความหวังได้พอควร

ยังหวังได้ว่าสังคมไทยจะไม่มืดมิดไปกับรัฐบาลที่มืดมัว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท