
คอร์รัปชันแก้ยาก
ไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ยกตัวอย่างหน่วยงานราชการที่มีเรื่องร้องเรียนการทุจริตอันดับหนึ่ง คือกรมศุลกากร โดยเฉพาะประเด็นของการใช้อำนาจดุลพินิจ ซึ่งเร็วๆ นี้ เวทีเศรษฐกิจโลกจัดอันดับการเอื้ออำนวยต่อการทำการค้าต่างๆ จำนวน 125 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยอันดับไม่ดี เฉพาะเรื่องภาษีศุลกากรอยู่อันดับที่ 124 ซึ่งปัญหาเกิดจากการตีความ การใช้อำนาจ
ปัญหาการทุจริตของกรมศุลกากรมีมานานแล้ว และแม้จะพยายามแก้ไข โดยกระทรวงการคลังทำโครงการ ศุลกากรใสสะอาดมาหลายปี ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของกรมศุลกากรดีขึ้น และในยุคที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็นปลัดกระทรวงการคลัง ก็มีแนวคิดนำเงินใต้โต๊ะขึ้นมาเป็นเงินบนโต๊ะโดยให้คิดค่าธรรมเนียมการทำเรื่องเอกสารรายละ 200 บาท เพื่อไม่ให้พนักงานทุจริตและแกล้งเอกชนดึงเรื่องให้ล่าช้า และนำเงินดังกล่าวมาเป็นสวัสดิการข้าราชการกรมศุลกากร
อย่างไรก็ตาม การนำเงินใต้โต๊ะขึ้นมาอยู่บนโต๊ะ ก็ไม่ได้ช่วยให้การทุจริตลดลง เพราะการที่จะให้สินค้านำเข้าหรือส่งออกใด อยู่ไหนพิกัดภาษีไหน มักจะอยู่ในดุลพินิจของเจ้าหน้าที่โดยไม่มีมาตรฐานใดมาจับ เพราะเจ้าหน้าที่แต่ละคนก็มีดุลพินิจไม่เหมือนกัน ทำให้ช่องทางการทุจริตของกรมศุลกากรมีอยู่สูง
นอกจากนี้ หากนักธุรกิจรายใดนำเข้าสินค้าหนีภาษี หากไม่มีเส้นสายหรือไม่จ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ เมื่อถูกจับเจ้าหน้าที่ยังได้รับเงินรางวัลนำจับ จากการขายทอดตลาดสินค้าหนีภาษีที่จับมาได้อีกด้วย เรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง
ดูเหมือนนายกรัฐมนตรีจะดูแข็งขันในการคิดแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะเห็นว่าไม่ว่าจะเกิดขึ้นในระดับใด ก็จะส่งผลต่อความก้าวหน้าของประเทศทั้งสิ้น สามารถทำลายระบบที่ดีงาม ทำลายสังคมและนำสู่ความเสื่อมเสียนำสู่ปัญหาอื่นๆ
ความสูญเสียที่เกิดจากการทุจริตวัดได้เป็นตัวเงิน โดยภาครัฐได้บริการและสินค้าไม่เป็นอย่างที่ต้องการ ไม่คุ้มค่ากับเงินภาษีและงบประมาณที่ใช้จ่ายไป โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจนั้นกว้างขวางหากมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การกล่าวถึงปัญหาคอร์รัปชันของนายกฯ นั้นแสดงให้เห็นว่ามีความรู้และเข้าใจในเรื่องการคอร์รัปชันเป็นอย่างดี และพยายามที่จะสร้างภาพความโปร่งใสให้กับรัฐบาล
แต่ในการประกาศแก้ปัญหาคอร์รัปชันของนายกฯ นั้น ก็เกิดคำถามตามมาหลายประการว่าคิดจะแก้เรื่องคอร์รัปชันอย่างจริงจังแค่ไหน เพราะมีหลายครั้งที่รัฐบาลทำสวนทางกับคำพูด เช่น การตั้งคนที่เคยโดนสอบสวนคดีเลี่ยงภาษีนำเข้ารถยนต์มาเป็นรองโฆษกรัฐบาล หรือยอมอนุมัติโครงการที่ยังไม่มีการพิจารณาอย่างรอบคอบโดยเร่งรัด ทำให้เกิดคำถามคาใจว่า รัฐบาลจริงใจแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันจริงหรือไม่







