"บวรศักดิ์"รับอยากทำประชามติรธน.
บวรศักดิ์ แถลงเปิดใจหวังรธน.ใหม่ไม่ถูกฉีก รับอยากทำประชามติแต่ไม่มีอำนาจ ขึ้นอยู่กับนายกฯ ย้ำเจตนารมณ์รธน.พาประเทศไปสู่ 4 ทิศทางที่ดี
บวรศักดิ์ แถลงเปิดใจหวังรธน.ใหม่ไม่ถูกฉีก รับอยากทำประชามติแต่ไม่มีอำนาจ ขึ้นอยู่กับนายกฯ ย้ำเจตนารมณ์รธน.พาประเทศไปสู่ 4 ทิศทางที่ดี
เมื่อเวลา 12.00น.วันที่ 28 กพ. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯนอกสถานที่ตลอด 6 วันที่ผ่านมาว่า นับตั้งแต่มีการก่อตั้งคณะกมธ.ยกร่างฯขึ้นมาได้มีการประชุมแล้วทั้งสิ้น 57 ครั้ง ใช้เวลาการประชุมมากกว่า 450 ชั่วโมง ส่วนการประชุมนอกสถานที่ 6 ครั้งได้พิจารณาเสร็จสิ้น 119 มาตรา
"วันนี้เห็นภาพแล้วครับว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างกันอยู่นี้มีเจตนารมณ์และมาตรการที่จะทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนไปใน 4 ทิศทาง" นายบวรศักดิ์ กล่าว
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ทิศทางที่ 1 คือ สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้ความสำคัญกับความเป็นพลเมือง ซึ่งหมายถึงกำลังของเมือง เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการทำให้ราษฎรที่อยู่ภายใต้การชี้นำของผู้ปกครองพ้นจากความเป็นราษฎรไปสู่ความเป็นพลเมือง ทำให้การเมืองภาคพลเมืองมีความสำคัญไม่แพ้การเมืองของนักการเมือง ทิศทางที่ 2 คือ การทำให้การเมืองใสสะอาดและสมดุล รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่พูดถึงผู้นำการเมืองและระบบผู้แทนที่ดี โดยกำหนดให้มีการแสดงการเสียภาษีย้อนหลัง 3 ปีของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต้องทำตามจริยธรรมอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้นแล้วจะถูกถอดถอนโดยผลเมืองลงมติถอดถอน นอกจากนี้ เพื่อให้การตรวจสอบการทุจริตทำได้รวดเร็วขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีอำนาจตรวจสอบเฉพาะผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น พร้อมกับตั้งศาลปกครองแผนกคดีวินัยการเงินการคลัง เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินที่อาจนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรง
"การสร้างความสมดุล คือ การต้องการให้การเมืองภาคพลเมืองสมดุลกับการเมืองภาคนักการเมือง เราต้องการให้มีสองสภา สภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาเสียงข้างมากของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง วุฒิสภาเพื่อให้เป็นสภาพหุนิยมเอาตัวแทนทุกอาชีพเข้ามานั่งในนั้น เอาคนซึ่งไม่มีเสียง คนตัวเล็กตัวน้อย คนชายขอบ เข้ามาเป็นส่วนร่วมในโครงสร้างการเมือง เดิมทีคนเหล่านี้ถ้าเปิดให้รับสมัครเลือกตั้งแล้ว ด้วยข้อจำกัดแห่งทุน ไม่มีทางที่จะได้เลือกรับเลือกตั้ง บ้านเมืองไม่ต้องการเฉพาะพรรคการเมืองที่มีทุนขนาดใหญ่ แต่ต้องการความสมดุลของคนทุกกลุ่มที่หลากหลาย วุฒิสภาจึงถูกคิดขึ้นเพื่อให้เป็นสภาพหุนิยมที่มีการเลือกตั้งโดยทางอ้อม เน้นนะครับ เลือกตั้งโดยทางอ้อม ไม่ใช่ลากตั้ง" นายบวรศักดิ์ กล่าว
ประธานคณะกมธ.ยกร่างฯ กล่าวอีกว่า เราสร้างความสมดุลของกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร จากเดิมคนที่มีเงินมหาศาลเท่านั้นที่เป็นเจ้าของคนเดียวที่ชี้เป็นชี้ตายได้ เราจึงให้มีการตั้งกลุ่มการเมืองเพื่อเข้ามาแข่งกันในสภาฯได้ และเปลี่ยนระบบเลือกตั้งสส.ใหม่ ซึ่งเดิมระบบเลือกตั้งในปี 2540 และ 2550 คนที่ได้ประโยชน์ คือ พรรคการเมืองใหญ่ได้สส.มากกว่าที่ควรจะได้ เช่น ได้คะแนนนิยมจากทั้งประเทศ 40% แต่ได้สส.ถึง 55% เราจึงต้องสร้างสมดุลด้วยการให้พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองได้สส.ไม่เกินกว่าคะแนนที่ประชาชนมอบให้ กล่าวคือ ถ้าประชาชนให้คะแนนพรรคการเมืองใดแค่ 40% ก็จะได้สส.ในสภาฯแค่40%เท่านั้น ซึ่งเรียกว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้ว่าระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม
"มีการสร้างความสมดุลระหว่างฝ่ายบริหารที่เป็นฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำ ต่อไปนี้การรักษาการณ์ในเวลาเลือกตั้ง ฝ่ายการเมืองต้องออกไป ปลัดกระทรวงจะทำหน้าที่แทน เหมือนกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ที่เมื่อผู้ว่าฯกทม.พ้นจากตำแหน่งไปแล้วปลัดกทม.จะรักษาการณ์แทน สร้างระบบการคุ้มครองการแทรกแซงข้าราชการประจำ ให้มีคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการเหมือนกับประเทศอังกฤษ นิวซีแลนด์ เพราะฉะนั้น นักการเมืองที่ออกมาพูดว่าไม่มีประเทศไหนโลกทำกันนั้นขอให้เข้าไปดูในเว็บไซต์ของรัฐบาลต่างประเทศดังกล่าวก็จะพบว่าเขาทำกันในประเทศนั้น คือ นักการเมืองตั้งข้าราชการประจำไม่ได้เลยแม้แต่ตำแหน่งเดียว แต่ของเราก็ยังกำหนดให้ข้าราชการต้องทำตามคำสั่งของนักการเมือง" นายบวรศักดิ์ กล่าว
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ทิศทางที่ 3 คือ การสนับสนุนสังคมที่เป็นธรรม เราบัญญัติให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการปฏิรูปประเทศไทยที่ต้องทำอย่างน้อย 5 ปี จำนวน 16 เรื่อง เช่น ในเรื่องกฎหมายและกระบวรการยุติธรรมด้วยการกำหนดให้มีกองทุนช่วยเหลือผู้ยากจนในการฟ้องคดี และรัฐมีหน้าที่หาทนายความที่ดีมาช่วยเหลือชาวบ้าน และกำหนดให้มีการจัดทำงบประมาณสองแบบ คือ จัดสรรตามหน่วยงานและพื้นที่ เพราะการพัฒนาพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ เป็นต้น
"เรื่องการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่มากแต่ไม่เห็นมีใครพูดในสื่อมวลชนเลย ผมอยากให้ประชาชนรู้เรื่องการปฏิรูปมากกว่าคำว่าสภาลากตั้ง ความจริงก็คิดอยู่แล้วว่าคลื่นใหญ่จะมา เพราะว่าบ้านนี้เมืองนี้พูดถึงคนเล็ก คนน้อย คนชายขอบ คนไม่มีเสียง คนไม่มีสิทธิ คนไม่เงิน ไม่มีใครสนใจหรอกครับ เพราะสนใจเฉพาะคนที่กุมอำนาจการเมืองอยู่เดิม คนที่มีสตางค์อยู่เดิม คนที่สามารถใช้วีดีโอคอนเฟอเร็นซ์ในการประชุมได้ แต่เขาไม่สนใจหรอกครับคนเล็ก คนน้อยระดับล่าง ก็ขอความกรุณาสื่อมวลชนให้ช่วยกันบอกด้วยว่าคนเล็ก คนเล็ก คนน้อย คนชายขอบ คนไม่มีเงิน คนไม่มีเสียง อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ดีๆ นี่คือ การปฏิรูป เราปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมในสังคม คนที่มั่งมีมหาศาลต้องกระจายไปให้กับคนที่ไม่มี ทำให้คนที่ไม่มีเสียง ไม่มีเงิน ไม่ได้รับความสนใจจากกล้องทีวี ให้มีสิทธิมีเสียงลืมตาอ้าปากได้" นายบวรศักดิ์ กล่าว
ประธานคณะกมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ทิศทางที่ 4 คือ การนำชาติสู่สันติสุข เราเชื่อว่าความขัดแย้งวันนี้เป็นการพักรบชั่วคราวเพราะมีกฎอัยการศึกและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เราไม่แน่ใจว่าในที่สุดพอตีระฆังประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่เมื่อไหรก็กลับไปทะเลาะกันเหมือนเดิมอีก ประเทศไทยเป็นอย่างนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว ถ้าปล่อยให้อาการอย่างนี้อยู่ต่อไป รับรองได้ว่าเราจะเป็นอันดับที่ 10 ในอาเซียน
"เราต้องการความปรองดอง แต่ความปรองดองนั้นต้องเป็นความปรองดองที่ต้องมีองค์กรและกระบวนการที่ทำกันอย่างถูกต้องทั่วโลก ไม่ใช่อยู่ดีๆ ปรองดองด้วยการเรียกมาเกี๋ยเซี๋ยกันและก็กวาดฝุ่นเข้าใต้พรม ดังนั้น ในหมวดการปรองดองก็จะมีการตั้งคณะกรรมการอิสระส่งเสริมความปรองดองแห่งชาติ และกำหนดกระบวนการเพื่อหาข้อยุติและความขัดแย้งด้วยสันติวิธีเพื่อนำชาติไปสู่สันติสุข" นายบวรศักดิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกมธ.ยกร่างฯจะมีการนำความคิดเห็นจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาทบทวนหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า คณะกมธ.ยกร่างฯได้หารือกันแล้วว่าจะดำเนินการเชิญหน่วยงานต่างๆมาให้ความคิดเห็น เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นยังมีอย่างต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนมิ.ย.ก่อนจะนำร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาปฏิรูปแห่งชาติในวันที่ 23ก.ค. ซึ่งตรงนั้นจะแก้ไขไม่ได้
เมื่อถามว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ต้องการให้พลเมืองเป็นใหญ่แล้ว ทางคณะกมธ.ยกร่างฯจะเสนอให้มีการทำประชามติหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า "ผมก็ตอบเหมือนเดิมครับว่าถ้าผมเป็นผู้มีอำนาจ ผมจะเสนอให้ประชาชนออกเสียงประชามติ บังเอิญผมไม่ใช่ผู้มีอำนาจ ก็ต้องคงต้องไปถามคณะรัฐมนตรี และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อเวลาอันสมควรมาถึง"
เมื่อถามว่า ในช่วงที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทางคณะกมธ.ยกร่างฯได้พูดคุยกับผู้มีอำนาจหรือไม่ว่าจะทำประชามติ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มี แต่นายกรัฐมนตรีบอกแค่ว่าเมื่อถึงเวลาแล้วจะค่อยตัดสินใจ
เมื่อถามว่า เหตุใดนางทิชา ณ นคร ถึงลาออกจากกมธ.ยกร่างฯ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าไม่ทราบ แต่รู้สึกเสียดายเพราะได้ทำงานร่วมกันมาครึ่งทางและก็ได้เสียสละกันมาตลอด ซึ่งคิดว่าอาจจะมีจุดยืนอะไรบางประการเป็นการส่วนตัว อย่างไรก็ตาม คนในสปช.ที่จะได้รับตำแหน่งกมธ.ยกร่างฯน่าจะเป็นนายนันทวัฒน์ บรมานันท์ ซึ่งสปช.คงไปดำเนินการกันอีกที
เมื่อถามว่า ในฐานะที่ผ่านมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ คิดว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นฉบับสุดท้ายที่มีสาเหตุมาจกการรัฐประหารหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า "ผมก็อยากให้เป็นอย่างนั้นนะ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าความอยากของผมจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ บอกให้ได้เลยนะว่ามันไม่มีฉบับไหนดีที่สุดในโลก แต่เป็นฉบับที่เราคิดว่าเราทำได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ของคน 36 คนและภายใต้การรับฟังความคิดเห็นของคนเป็นจำนวนมาก เป็นธรรมดาครับ จะให้ออกมาตรงใจของทุกคนไม่ได้ คนส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยเขาจะไม่พูด เมื่อวานนี้ไปรับประทานอาหารกับคนสำคัญของพรรคพลังชลคนหนึ่ง เขาบอกว่าระบบเลือกตั้งนี้ดีมากเพราะช่วยพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก แต่เขาก็ไม่เคยออกมาพูด แต่พรรคขนาดใหญ่ก็ออกมาถล่มใช่ไหมครับ ก็ธรรมดา เหมือนกับการกล่าวหาสว.แบบใหม่ว่าเป็นสว.ลากตั้ง อยากให้กลับอ่านดูให้ดีๆว่าลากตั้งตรงไหน เหมือนกับของปี 2521 หรือ 2534 ตรงไหน







