
จี้รัฐเร่งแก้เศรษฐกิจเสียสมดุล
“กอบศักดิ์” ห่วงเงินบาทแข็งค่าทั้งที่เศรษฐกิจอ่อนแอกระทุ้งภาครัฐต้องเร่งลงทุน ชี้ลดดอกเบี้ยไม่ช่วยให้บริโภคเพิ่ม
“กอบศักดิ์” ห่วงเงินบาทแข็งค่าทั้งที่เศรษฐกิจอ่อนแอกระทุ้งภาครัฐต้องเร่งลงทุน ชี้ลดดอกเบี้ยไม่ช่วยให้บริโภคเพิ่ม
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้เป็นสัญญาณความไม่สมดุลของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูงที่สุดในภูมิภาค เมื่อราคาน้ำมันลดลงความต้องการเงินเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อน้ำมันก็ลดลง และมูลค่านำเข้าน้อยลงทำให้ดุลการค้าเป็นบวก ทำให้เงินบาทปรับแข็งค่า
อย่างไรก็ดี หากดูพื้นฐานเศรษฐกิจไทยผ่านตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ จะพบว่านักลงทุนต่างชาติยังขายออกสุทธิ ซึ่งตามหลักของเงินไหลออกเงินบาทต้องอ่อนค่าลง ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ดี ทั้งการส่งออก การบริโภค และการลงทุนยังอ่อนแอ แต่เงินบาทกลับแข็งค่าขึ้น สะท้อนถึงการเสียสมดุลอย่างผิดปกติ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้าไปดูแลใกล้ชิด
ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่ค้าและคู่แข่ง โดยเมื่อเทียบกับเงินยูโรและเงินเยนแล้ว เงินบาทแข็งค่าถึง 30% ขณะที่คู่แข่งในภูมิภาค เช่น ดอลลาร์สิงคโปร์ อ่อนค่าลง 7% เทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เงินริงกิตมาเลเซีย อ่อนค่าลง 9% ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทยลดน้อยลง
“ตอนนี้เงินบาทแข็งค่าจากเรื่องการค้าไม่ใช่จากเงินทุนไหลเข้า เพราะไทยไม่ได้เป็นที่นิยมขนาดนั้น ปกติค่าเงินต้องสะท้อนดีมานด์-ซัพพลายด้านการค้า แต่ขณะนี้ค่าเงินไม่ได้สะท้อนกลไกตลาดถือเป็นภาวะที่ผิดปกติ ที่กำลังช็อกจากราคาน้ำมัน หากไม่ทำอะไรจะซ้ำเติมเศรษฐกิจได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช่แนวทางที่รับประกันได้ว่าเงินบาทจะอ่อนลง อีกทั้งภาคธุรกิจไม่ได้มองว่าดอกเบี้ยปัจจุบันสูง แต่จะกังวลอัตราแลกเปลี่ยนเป็นสำคัญจึงควรแก้ที่ต้นเหตุ คือภาครัฐควรเร่งรัดโครงการลงทุนให้เกิดขึ้น เพื่อให้มีการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบมากขึ้น ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้
สำหรับข้อเสนอให้ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการบริโภคคงไม่ได้ผลเช่นกัน เพราะการบริโภคไม่เติบโตเพราะประชาชนมีหนี้เพิ่มขึ้น แต่รายได้ไม่เพิ่ม เพราะเคยปรับขึ้นเร็วตอนนโยบายค่าแรง 300 บาท
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 20 ก.พ. อยู่ที่ 1.573 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.122 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,237 ล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยน 32.37 บาท/เหรียญสหรัฐ จากสัปดาห์ก่อนหน้าอยู่ที่ 1.572 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.127 ล้านล้านบาท
นักวิเคราะห์ กล่าวว่า ทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยน่าจะเกิดจากความพยายามของทางการในการดูแลค่าเงินบาท ด้วยการเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐในตลาดเข้าเก็บในทุนสำรอง แต่ก็ทำได้ไม่มาก เนื่องจากต้องการให้เป็นไปตามกลไกตลาดเป็นสำคัญ โดยค่าเงินบาทวันนี้เปิดตลาดที่ 32.37-32.39 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงจากวันก่อนหน้าที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นกว่า 20 สตางค์







