
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ในช่วงปลายสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภว่า
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
ในช่วงปลายสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภว่า
…ฐานะของพระมหากษัตริย์ต้องตกอยู่ในความยากลำบากอย่างยิ่ง ความเคลื่อนไหวทางความคิดในประเทศนี้ได้ชี้ให้เห็นสัญญาณอันแน่ชัดแล้วว่า วันเวลาของการปกครองแบบผู้ถืออำนาจสิทธิขาดแต่ผู้เดียวใกล้จะหมดลงทุกที ถ้าราชวงศ์นี้จะอยู่ได้ตลอดรอดฝั่งก็จะต้องทำให้ฐานะของพระมหากษัตริย์มั่นคงกว่าที่เป็นอยู่ (อ้างถึงใน บัทสัน 2547)
มีความกังวลกันว่าปัญหาข้างต้นกำลังย้อนกลับมาอีกหรือไม่ในปัจจุบัน อาจพูดได้ว่าในขณะนี้ยังไม่ปรากฏข้อเรียกร้องของฝ่ายใดที่ก่อกระแสไปไกลถึงขั้นเสนอให้เลิกล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และกล่าวได้ว่า ความต้องการจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ยังคงมีพลังอย่างสูงในสังคมการเมืองไทย แต่ฝ่ายหลังนี้และแม้แต่ในหมู่ชนชั้นนำเองก็ตระหนักเช่นเดียวกัน แม้จะเป็นการปรารภกันอยู่ภายในวงจำกัด ว่าการจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ เลย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างมโหฬาร ทั้งในส่วนสังคมการเมืองและในประชาสังคม ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้แล้วเช่นกัน
ในบริบทเช่นนี้ ประเด็นสำคัญที่ควรแก่การศึกษาวิเคราะห์เพื่อหาทาง “ทำให้ฐานะของพระมหากษัตริย์มั่นคงกว่าที่เป็นอยู่” ควรรวมถึงการที่สังคมจะมีโอกาสพิจารณาใคร่ครวญร่วมกันในคำถามเชิงปทัสถานด้วยว่า อะไรคือชุดคุณค่าที่พึงปรารถนาเกี่ยวกับระบอบการเมือง ที่กลุ่มพลังทางสังคมกลุ่มต่างๆ มีความคาดหวัง และกลายมาเป็นข้อเรียกร้องต้องการที่พวกเขาแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายพยายามผลักดันหรือปกป้อง โดยยังมีข้อ
ขัดแย้งระหว่างกันอยู่ ทั้งเพื่อการรักษาคุณค่าเดิมไว้ และเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปหาคุณค่าชุดใหม่ ที่จะส่งผลต่อการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางการเมือง และกำหนดสถานะและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบการเมืองในเวลาต่อจากนี้ไป
แต่การอภิปรายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในพื้นที่สาธารณะในขณะนี้ กลับต้องสะดุดหยุดลง ในทางหนึ่งด้วยเกรงข้อจำกัดของกฎหมาย และในอีกทางหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นปัญหามากกว่า คือการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้มักนำไปสู่การเผชิญหน้ากับแรงกดดันต่อต้านในสังคมที่มาจากการใช้อารมณ์ความรู้สึก มากกว่าการพร้อมจะรับฟังใคร่ครวญประเด็นของกันและกันอย่างมีเหตุผล
การเปิดพื้นที่ให้ความคิดกระแสต่างๆ ได้รับการพิจารณาเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สังคมมีโอกาสพิจารณาแสวงหาทางเลือกอันเหมาะสมบนฐานของเหตุผลเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แทนการปักป้ายว่าใครเป็นพวกล้มเจ้า ใครเป็นพวกคลั่งเจ้า โดยไม่ฟังกัน จึงนับว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นที่สุด ยิ่งเมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในบริบทสังคมการเมืองไทยเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน เพราะแนบเนื่องอยู่กับประเด็นปัญหาด้านความมั่นคงของรัฐ และการเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติด้วยแล้ว การทิ้งเรื่องนี้ให้เป็นไปตามแต่สภาวะของความขัดแย้งจะพัดพาไปจึงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่เพียงต่ออนาคตของสถาบันพระมหากษัตริย์เอง แต่ยังเป็นอันตรายต่อรัฐไทยและชาติไทย
การเปลี่ยนแปลงและการถูกทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นของธรรมดา มิได้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างน้อยนับตั้งแต่ประเทศไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมระหว่างประเทศสมัยใหม่ในกลางศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันและท้าทายจากกระแสความคิดและพลังทางสังคมที่เรียกร้องการปรับบทบาทและสถานะในระบอบการเมืองอยู่เป็นระยะมาโดยตลอด
ที่ผ่านมา บางครั้งบุคลากรของสถาบันสามารถเป็นผู้นำการปรับตัวจากภายในสถาบันได้เองด้วยการตัดสินใจเลือกแนวทางที่เห็นว่าเหมาะสม บางครั้งก็ถูกบีบให้ต้องปรับตัวโดยสถาบันมิได้เป็นผู้เลือกด้วยแนวคิดและพลังจากภายนอกสถาบัน เช่นกรณี 2475 จึงกล่าวได้ว่า การอยู่รอดและความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยขึ้นอยู่กับการรักษาขีดความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง และความสามารถที่จะฟื้นคืนพลังด้วยการปรับตัวให้สอดรับกับเงื่อนไขที่เป็นอยู่และเปลี่ยนแปลงไปในสังคม มากกว่าที่จะเป็นการหาทางมุ่งขจัดพลังที่มาท้าทายหรือบีบบังคับ โดยคิดว่าจะเป็นการป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะไม่มีทางทำได้สำเร็จเพราะขัดกับกฎธรรมชาติ
ในกระแสความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องเผชิญกับการท้าทายและการปรับตัวมาเป็นระลอกนั้น ทำให้สังคมไทยมีโอกาสสั่งสมแนวความคิด ตัวแบบ และข้อเสนอแนะ ที่มาจากหลักการและรากฐานความคิดกระแสต่างๆ เกี่ยวกับการจัดสถานะและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบการเมืองอยู่พอสมควร แม้อาจจะไม่ถึงกับกว้างขวางทั่วไปจนเป็นตัวแบบให้ใครหยิบยืมได้
แต่ก็ไม่ถึงกับยากไร้ขาดแคลนสำหรับให้คนรุ่นปัจจุบันได้นำมาทบทวนพิจารณาโดยแยบคาย กระแสเรียกร้องการปรับตัวของสถาบันพระมหากษัตริย์ในปัจจุบันจากปัญญาชนที่ต้องการเห็นความสมเหตุสมผลตามหลักการประชาธิปไตยที่ว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของราษฎร เท่ากับเป็นการเติมความมั่งคั่งให้แก่ทางเลือกที่จะสร้างความมั่นคงให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ ในโลกที่ฐานของความชอบธรรมทางการเมืองไม่อาจอ้างอิงแหล่งอื่นใดอีกแล้วนอกจากประชาชน
แม้ไม่เห็นด้วยกับเขา ก็ไม่ควรลงโทษเขา







