posttoday
เปิดทางนายกฯคนนอก

เปิดทางนายกฯคนนอก

27 กุมภาพันธ์ 2558

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เห็นชอบให้กำหนดที่มาของนายกรัฐมนตรีโดยไม่จำเป็นต้องเป็น สส.

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เห็นชอบให้กำหนดที่มาของนายกรัฐมนตรีโดยไม่จำเป็นต้องเป็น สส. โดยให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนเลือกโดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งและเป็นได้ไม่เกินสองสมัย

ทั้งนี้ ในการพิจารณาหมวดคณะรัฐมนตรีดังกล่าว มีผู้แสดงความเห็นกันหลากหลาย โดยมีการหยั่งเสียงถึง 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 เรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี แม้ในหลักการคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะเห็นชอบกับนายกฯ จะเป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ เพียงแต่ต้องเลือกกันในสภาผู้แทนราษฎร แต่ปรากฏว่าในการประชุมเมื่อวานนี้กลับเกิดการแสดงความคิดเห็นออกเป็น 4 ฝ่าย

1.ฝ่ายที่ต้องการให้นายกฯ คนนอกมีวาระดำรงตำแหน่งแค่ 2 ปี แต่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปจะต้องให้สภามีมติ เพื่อเป็นหลักประกันว่ากระบวนการในการได้มาซึ่งนายกฯ ของประเทศไทยถอยหลังจนเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองเหมือนเมื่อปี 2535

2.ฝ่ายที่เห็นว่าควรให้หัวหน้าพรรคการเมืองที่ลงสมัครหาเสียงเป็นบุคคลที่สมควรเข้ารับการเลือกจากสภาให้เป็นนายกฯ

3.ฝ่ายที่เห็นควรให้สภามีมติ 2 ใน 3 จาก สส.ทั้งหมด 470 คน เพื่อให้ความเห็นชอบกับการให้คนนอกมาเป็นนายกฯ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้ประชาชนเห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศต้องมีนายกฯ ที่ไม่ได้เป็น สส.

4.ฝ่ายที่สนับสนุนกับร่างรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายเลขานุการคณะ กมธ.ยกร่างฯ นำเสนอ คือ การให้ทั้งนายกฯ คนนอกและที่เป็น สส.มีวาระ 4 ปีเท่ากัน และใช้เสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่งในการลงมติเลือกนายกฯ โดยเปิดเผยเหมือนกัน

โดยคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในกลุ่มที่สนับสนุนฝ่ายเลขานุการให้เหตุผลว่า หากให้สภาเลือกนายกฯ  คนนอกด้วยคะแนนเสียงที่สูงกว่านายกฯ จาก สส. อาจทำให้การแก้ไขสถานการณ์ที่จำเป็นต้องได้นายกฯ คนนอกเพื่อจัดตั้งรัฐบาลไม่ทันกับเหตุการณ์ เนื่องจากการรวบรวมเสียงในสภาให้ได้ 2 ใน 3 หรือประมาณ 300 เสียง ทำได้ยาก และอาจจะเกิดการต่อรองจาก สส.เพื่อแลกกับคะแนนเสียงโหวตเลือกนายกฯ

สุดท้ายที่ประชุมได้มีมติเสียงข้างมากเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของนายกฯ ตามที่่ฝ่ายเลขานุการนำเสนอ

ขณะที่การหยั่งเสียงครั้งที่ 2 คือ การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 189 ที่มีสาระสำคัญที่ว่าด้วยการให้นายกฯ มีอำนาจสั่งการทางนิติบัญญัติ บริหาร และ ตุลาการ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ แต่ก่อนที่นายกฯ จะใช้อำนาจนั้นต้องปรึกษาอย่างเป็นทางการกับประธานสภา ประธานวุฒิสภา และศาลรัฐธรรมนูญ

การอภิปรายในประเด็นนี้ของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน และใช้เวลาการพิจารณาเกือบ 2 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ฝ่ายหนึ่งต้องการให้ตัดบทบัญญัตินี้ออกไป เพราะเห็นว่าเป็นการให้อำนาจนายกฯ มากเกินไป และอาจเป็นเครื่องมือให้นายกฯ ที่ในบางครั้งตกเป็นคู่ขัดแย้งใช้มาตรานี้เพื่อใช้ความรุนแรงจัดการกับฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่าง

ส่วนอีกฝ่ายมองว่า ควรมีมาตรานี้เอาไว้เพื่อเป็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบของประเทศ ซึ่งสถานการณ์ของประเทศที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเครื่องมีที่มีอยู่ไม่เพียงพอ แต่ในเมื่อฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเกิดความไม่สบายใจก็เห็นว่าควรให้ที่ประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯ ชะลอการพิจารณามาตรานี้ไปก่อนได้ เพื่อนำกลับไปแก้ไขให้เกิดความสมบูรณ์และเกิดความสบายใจกับทุกฝ่ายอีกครั้ง เช่น การให้ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญเข้ามาร่วมพิจารณากับนายกฯ ด้วย เป็นต้น

ที่สุดที่ประชุมต้องตัดสินด้วยการหยั่งเสียงว่าจะให้ตัดมาตรานี้ออกไปหรือชะลอการพิจารณาออกไปก่อน ปรากฏว่าเสียงข้างมากของที่ประชุม 16 ต่อ 13 เสียง ให้ตัดมาตรานี้ออกไป

สำหรับอำนาจหน้าที่ของนายกฯ ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติขึ้นมาเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 คำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างฯ สรุปว่า ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกฯ สามารถขอความไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินจากสภาได้ โดยถ้าสภามีมติไว้วางใจน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน นายกฯ จะกราบบังคมทูลให้พระมหากษัตริย์ทรงยุบสภาหรือไม่ก็ได้

นอกจากนี้ ในกรณีที่นายกฯ แถลงต่อสภาว่ากฎหมายใดเป็นความจำเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน หาก สส.ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ทัน 48 ชั่วโมง จะถือว่ากฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของสภา แต่ถ้าสภามีมติไม่ไว้วางใจนายกฯด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง นายกฯ จะต้องยุบสภาซึ่งอำนาจที่เพิ่มขึ้นมานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันให้นายกฯ ถูกพรรคร่วมรัฐบาลต่อรองในทางการเมือง จนส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะในอนาคตสภาจะประกอบด้วย สส.หลายพรรคการเมืองและเป็นรัฐบาลผสม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท