
รัฐบาลนโยบายเพียบ แต่ผลรูปธรรมแผ่ว
เสียงตัดพ้อจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
เสียงตัดพ้อจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เห็นว่าเพียงไม่ถึงปีที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ได้ทำอะไรไปมากมาย แต่กลับดูเหมือนไม่มีผลงานอะไรเลย
ต้องยอมรับว่าเฉพาะตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวติดลบต่อเนื่องในปีที่แล้วติดลบ 0.6% ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา การส่งออกติดลบอีก 3.46% มีมูลค่า 17,249 ล้านเหรียญสหรัฐ และตัวเลขเศรษฐกิจที่ขยายตัวน้อยลง ทำให้ประชาชนที่ไม่เข้าใจเรื่องราวของเศรษฐกิจ คิดว่าเศรษฐกิจไม่ดีเพราะรัฐบาลไม่ทำอะไร
หากพิจารณาตามสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการอยู่จะเห็นว่า รัฐบาลนี้ผลักดันนโยบายในหลายเรื่อง แต่กลับไม่มีผลออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า สิ่งที่เห็นเด่นชัดและรัฐบาลนี้ทำได้ดี คือ การดูแลไม่ให้เกิดสงครามกลางเมือง ทำให้ไม่เห็นโอกาสเกิดความขัดแย้งขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะยังมีกฎอัยการศึก ซึ่งไม่ว่าคนจะชอบหรือไม่ชอบมันก็ยังมีอยู่ ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพทางการเมือง
“ตรงนี้ชัดเจนว่าลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งกันของกลุ่มต่างๆ ที่จะมีการชุมนุมทางการเมือง และอีกเรื่องที่ทำได้ดี คือ การปรับโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น การปรับโครงสร้างภาษีจัดเก็บภาษีมรดก รวมถึงการปรับโครงสร้างราคาพลังงานไม่ให้บิดเบือนราคา แม้ผลจะออกมาไม่ได้เท่าไร ก็เห็นความพยายาม” สมชาย กล่าว
แน่นอนว่า หากปัญหาการเมืองนิ่งนักลงทุนก็จะมีความมั่นใจที่จะลงทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่าผลงานที่รัฐบาลนี้ทำได้ดีคือ การสร้างเกาะที่มุ่งสร้างความโปร่งใสในการทำงานของรัฐ เช่น การประมูลข้าวก็ดีขึ้นมีคนเข้าประมูลมากขึ้นถึง 90 ราย ทำให้ประมูลโปร่งใส รัฐได้ประโยชน์
นอกจากนี้ ยัง พยายามปรับโครงสร้างการทำงานของรัฐวิสาหกิจ การจัดทำ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ที่ช่วยลดระยะเวลาลดปัญหาเรียกรับส่วย จากเดิมที่ใช้ ร.ง.4 ที่เกิดการทุจริตเรียกรับเงินกันมาก รวมถึงการริเริ่มข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact : IP) ที่มีการตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐและผู้ต้องการเข้าร่วมการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการลงทุนต่างๆ ของรัฐโครงการ อย่างโครงการจัดหารถโดยสารใช้ก๊าซธรรมชาติของ ขสมก. หรือโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ก็ถือว่าทำได้ดี สะท้อนการพยายามจัดโครงสร้างที่สร้างความโปร่งใสในการทำงานมากขึ้น
นั่นคือผลงาน 2 เรื่องเด่นๆ แต่ผลงานด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจนก็คือ การคืนเงินจำนำข้าว 8 หมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลค้างคืนให้ชาวนา การพยายามลดหนี้ภาคประชาชน ไม่ส่งเสริมคนเป็นหนี้หรือทำโครงการประชานิยมเหมือนรัฐบาลที่มาจากนักการเมืองอีก และยังมีการแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรกรแต่ก็ยังไม่มีผลเป็นรูปธรรม
ผลงานที่เด่นชัดที่สุดคือการปฏิรูปพลังงาน ที่ลอยตัวราคาก๊าซได้สำเร็จ ลดภาระของรัฐบาลที่จะต้องอุ้มราคาก๊าซไปเรื่อยๆ ทำให้โครงสร้างราคาและการใช้พลังงานในประเทศบิดเบี้ยว ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลโดนโจมตีบ้างแต่นโยบายนี้จะเป็นผลดีในระยะยาว นอกจากนี้ การปฏิรูปภาษีมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก
หากดูในเชิงนโยบายสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นมีมากมายหลายเรื่อง แต่ที่รัฐบาลไม่มีผลงาน หรืองานไม่ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมนั้น เพราะรัฐบาลนี้คนที่เป็นฟันเฟืองทำให้งานหมุนคือข้าราชการ ข้าราชการเป็นคนทำงาน รัฐบาลดูเพียงนโยบาย แต่ในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งคนที่ขับเคลื่อนคือนักการเมือง
เมื่อข้าราชการมีบทบาทในการขับเคลื่อนประเทศ กลับไม่ทำหน้าที่ตัวเองอย่างสมบูรณ์ ปล่อยเกียร์ว่าง เพราะเห็นว่ารัฐบาลนี้อีกไม่นานก็ไป ทำให้งานไม่เดิน ไม่มีความคืบหน้าอะไร จนทำให้รัฐบาลต้องหันไปใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในบางเรื่อง เพื่อจัดการกับข้าราชการที่ไม่ทำงาน เพราะใช้อำนาจของรัฐบาลแล้วไม่ได้รับการสนใจจากข้าราชการ
สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำได้ คือ การจัดระเบียบและวางฐานไว้ได้ดีขึ้น มีการปรับโครงสร้างพื้นฐานทำนโยบายที่เป็นมิตรกับตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ดี การทำงานบริหารเพื่อรองรับการเชื่อมโยงเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยังทำไม่เต็มที่ ควรทำในเชิงรุกมากกว่านี้ เพราะถ้าทำได้จะทำให้ไทยเติบโตได้ดีขึ้น เพราะทุกวันนี้ไทยโตต่ำกว่าทั้งอาเซียนเก่าและใหม่ โตได้เฉลี่ยที่ 4-5% และเศรษฐกิจโลกประเทศพัฒนาขนาดใหญ่โต 3-4% แต่ที่ผ่านมาไทยโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
“รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องยกระดับการเติบโตให้มีประสิทธิภาพเกาะกลุ่มเออีซีให้ทัน และทำให้เหนือกว่าเพื่อนในกลุ่ม ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาในระยะยาว ประเทศไทยมีทรัพยากรและช่องทางการเติบโตได้หลากหลาย ไม่ว่าเกษตร การผลิต อุตสาหกรรม บริการ ฯลฯ ไม่ได้มีแค่การส่งออกที่จะทำให้ไทยเติบโตได้ ซึ่งถ้ารัฐวางฐานได้ดีแล้วก็ควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดด้วยว่าเราจะพัฒนาไปทางไหน เพราะทุกวันนี้นโยบายเปลี่ยนแปลงตามการเมือง ทั้งที่เศรษฐกิจไทยมีโครงสร้างที่เอื้อให้โตได้หลากหลาย” สมภพ กล่าว
ปัญหาการไม่มีผลงานที่โดดเด่นของรัฐบาล เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องใช้เวลาในการอธิบายกับประชาชน และเมื่อสั่งงานแล้วก็ต้องติดตามงานจากหน่วยงานรัฐด้วยว่าเมื่อให้นโยบายไปแล้วมีการนำไปปฏิบัติหรือไม่ หรือแค่ฟังเฉยๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นแนวทางที่ดี แต่ยังมีแต่โครงและกรอบยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง
หากรัฐบาลอยากให้ผลงานเด่นชัดเป็นรูปธรรม ก็ต้องเลือกนโยบายเด่นๆ ออกมาแล้วผลักดันให้สำเร็จเป็นรูปธรรมทีละเรื่อง จากนี้ไปรัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อให้ผลงานเข้าตาประชาชนมากขึ้น







