
สนช.ผ่านฉลุย!กม.ชุมนุมสาธารณะวาระแรก
มติสนช.กฎหมาย การชุมนุมสาธารณะ จัดระเบียบม็อบ กำหนดพื้นที่ห้ามชุมนุม-บทลงโทษ ตัดน้ำตัดไฟกีดขวางระบบขนส่ง
มติสนช.กฎหมาย การชุมนุมสาธารณะ จัดระเบียบม็อบ กำหนดพื้นที่ห้ามชุมนุม-บทลงโทษ ตัดน้ำตัดไฟกีดขวางระบบขนส่ง
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะในวาระแรก โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ชี้แจงหลักการและเหตุผลของร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ว่า เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิชุมนุมสาธารณะให้ชัดเจน โดยสอดคล้องกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคี ทั้งนี้เพื่อให้การชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน หรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายมีสาระสำคัญ เช่น กำหนดความหมายของ “การชุมนุมสาธารณะ” คือ การชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะเพื่อเรียกร้อง สนับสนุน คัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถร่วมการชุมนุมนั้นได้ ไม่ว่าการชุมนุมนั้นจะมีการเดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายด้วยหรือไม่
กำหนดความหมายคำว่า “ผู้จัดการชุมนุม” คือ ผู้จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะ และให้หมายความรวมถึงผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมฯ และผ้าเชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมฯ เป็นต้น
ส่วนในหมวดทั่วไปกำหนดให้การชุมนุมสาธารณะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ห้ามจัดชุมนุมในรัศมี 150 เมตรจากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาทหรือพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป พระราชนิเวศน์ พระตำหนัก หรือสถานที่ซึ่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไปหรือผู้สำเร็จราชการแทน ประทับหรือพำนัก หรือสถานที่พำนักของพระราชอาคันตุกะ การชุมนุมในพื้นที่รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีการจัดให้มีสถานที่เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมในพื้นที่นั้น
กำหนดให้การชุมนุมต้องไม่กีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานที่ต่อไปนี้ 1.สถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐ 2.ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งสาธารณะ 3.โรงพยาบาล สถานศึกษา และศาสนสถาน 4.สถานทูตหรือสถานกงสุลหรือสถานที่ทำการองค์การระหว่างประเทศ 5.สถานที่อื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ทั้งนี้ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัย ผบ.ตร.หรือผู้รับมอบหมายมีอำนาจประกาศห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบสถานที่ซึ่งกำหนดในกฎหมายนี้
ข้อกำหนดเรื่องการแจ้งการชุมนุม กำหนดให้ผู้ใดประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ ให้แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยว่า24ชั่วโมง พร้อมทั้งต้องระบุวัตถุประสงค์ และวัน ระยะเวลา และสถานที่ชุมนุมสาธารณะ ซึ่งหากผู้รับแจ้งการชุมนุมเห็นว่าผู้แจ้งไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดตามกฎหมายนี้ ให้ผู้รับแจ้งมีคำสั่งห้ามชุมนุม โดยแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือไปยังผู้แจ้ง ซึ่งผู้แจ้งสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งห้ามชุมนุมได้
กำหนดหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุมสาธารณะ คือ ต้องดูแลรับผิดชอบการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ ดูแลไม่ให้เกิดการขัดขวางเกินสมควรต่อประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ ไม่ปราศรัยหรือจัดกิจกรรมโดยใช้เครื่องขยายเสียงระหว่างเวลา 24.00-06.00 น. ในส่วนของผู้ชุมนุมมีหน้าที่ต้องไม่ปิดบังอำพรางตัวเว้นแต่เป็นการแต่งกายตามปกติประเพณี ไม่พกพาอาวุธเข้าไปในที่ชุมนุม ไม่บุกรุกหรือทำให้เสียหาย ทำลาย ซึ่งทรัพย์สินผู้อื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินหรือเสรีภาพ ไม่ใช้กำลังประทุษร้ายหรือข่มขู่ผู้เข้าร่วมชุมนุมหรือผู้อื่น ไม่เดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายการชุมนุมระหว่างเวลา 18.00-06.00 น. เว้นแต่ได้รับอนุญาต
ด้านบทลงโทษผู้ใดฝ่าฝืนชุมนุมในพื้นที่ห้ามชุมนุม หรือฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนผู้จัดการชุมนุมหากกระทำให้ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบการสื่อสารหรือโทรคมนาคม ระบบผลิตหรือส่งกระแสไฟฟ้าหรือประปา หรือระบบสาธารณูปโภคอื่นใดใช้การไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นชั่วคราวหรือถาวร ผู้จัดการชุมนุมต้องมีโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
กรณีผู้ใดไม่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมฯหรือผู้ควบคุมสถานการณ์หรือผู้ได้รับมอบหมายฯให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายนี้พาอาวุธเข้าไปในที่ชุมนุม ไม่ว่าจะได้รับอนุญาตให้มีอาวุธนั้นติดตัวหรือไม่ มีโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรืปรับไม่เกินหกหมื่นบาท แต่ถ้าอาวุธนั้นเป็นปืน วัตถุระเบิดหรือวัตถุอื่นอันมีสภาพคล้ายคลึงกันผู้กระทำผิดมีโทษจำคุกห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท เป็นต้น
นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ สนช. อภิปรายว่า ตนมีข้อสังเกตในมาตรา 7 วรรคสุดท้ายเรื่องคนที่ทำหน้าที่ควบคุมการชุมนุม โดยเฉพาะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจกำหนดระยะรัศมีการชุมนุมไม่เกิน 50 เมตร รอบสถานที่สำคัญทั้งรัฐสภา ทำเนียบ ศาล ซึ่งไม่อนุญาตให้ทำได้บางกรณี ดังนั้นการชุมนุมหน้ารัฐสภาจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมใหญ่หรือการชุมนุมเล็กๆก็ไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า เป็นการใช้ดุลพินิจที่มากเกินไปหรือไม่
นอกจากนี้เรื่องอำนาจของศาลในการดูแลเรื่องการชุมนุมไม่ควรให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แต่ควรเป็นอำนาจของศาลปกครอง เพราะที่ผ่านมาศาลปกครองทำหน้าทีควบคุมการอนุญาตการชุมนุมมาโดยตลอด ขณะเดียวกันห่วงว่า กฎหมายนี้เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจค่อนข้างมาก ที่เป็นห่วงคือการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิเป็นเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นผู้ใช้ดุลยพินิจต้องยึดหลักการเรื่องการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ เป็นสิทธิของประชาชน ใช้เป็นหลักในการควบคุมการชุมนุม มิเช่นนั้นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล สนช. กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่า การชุมนุมแต่ละครั้ง ผู้ชุมนุมต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่เตรียมอำนวยความสะดวกในการจัดการจราจรในพื้นที่โดยรอบ และแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบล่วงหน้า ไม่ใช่แจ้งล่วงหน้าแค่ 24 ชั่วโมงตามที่พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนด นอกจากนี้การชุมนุมต้องเป็นสถานที่ที่ได้รับอนุญาตเช่น สถานศึกษา มิเช่นนั้นผู้ชุมนุมอาจใช้ช่องว่างอ้างชื่อสถานศึกษามาชุมนุมได้ รวมถึงต้องกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนในกฎหมายว่า สถานการณ์เช่นใดที่เจ้าหน้าที่สามารถเข้าสลายการชุมนุมได้
จากนั้นนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงสรุปว่า การจัดทำร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ยึดหลัก 4 ข้อเพื่อคุ้มครองผู้ชุมนุมให้มีความมั่นใจในการชุมนุมคือ 1.กฎหมายนี้ไม่ได้ระบุว่า การชุมนุมต้องไปขออนุญาตการชุมนุม แต่ให้ไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่า จะมีการชุมนุม เพื่อบอกให้รู้ว่าจะชุมนุมในวันใดถึงวันใด เพื่อเตรียมการรับมือและอำนวยความสะดวก 2.กฎหมายนี้ส่งเสริมให้มีการจัดสถานที่ชุมนุม โดยให้เป็นหน้าที่ขององค์กรส่วนปกครองท้องถิ่นทั้งในกทม.และต่างจังหวัด เมื่อไปชุมนุมตามสถานที่จัดไว้ ก็ไม่ต้องแจ้งว่า จะชุมนุม
3. กฎหมายนี้ให้หลักประกันเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพว่า เจ้าหน้าที่จะไปสลายการชุมนุมไม่ได้ แม้จะเป็นการชุมนุมที่ไม่ถูกต้อง ก็ทำได้เพียงเข้าไปเตือนเท่านั้น การจะสลายการชุมนุมได้ต้องไปยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลอนุญาต 4.กฎหมายนี้ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษสุด เพราะมีคนถามว่า เมี่อมีกฎหมายนี้การชุมนุมยังมีหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า การชุมนุมยังมีอยู่ และอาจมากขึ้น แต่การชุมนุมจะมีระเบียบมากขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่ทราบแล้วว่า จะต้องจัดการอย่างไร แต่เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังไม่ทำตามกฎหมายอย่างเดียว เพราะเจ้าหน้าที่ต้องอดทน และผ่านการอบรมการควบคุมฝูงชนมาแล้ว รวมถึงมีการจัดทำแผนและมาตรการควบคุมการชุมนุม โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)เป็นผู้จัดทำ เพื่อส่งให้ครม.เห็นชอบ เพื่อเป็นคู่มือใช้ในการควบคุมฝูงชน
นายวิษณุกล่าวว่า อยากให้รับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ ส่วนข้อห่วงใยต่างๆก็ขอให้นำไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการ เช่น บทกำหนดโทษที่ต้องแยกให้ชัดเจนในมาตรา 7 วรรค 1 เรื่องการชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 150 เมตร และวรรคสอง การชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร จากรัฐสภา ทำเนียบ ที่กรรมาธิการต้องรับไปพิจารณา ส่วนบทลงโทษที่สนช.หลายคนมีความลักหลั่นก็ให้นำไปพิจารณาแก้ไขในชั้นกรรมาธิการให้มีความสอดคล้องกัน นอกจากนี้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะไม่ใช้กับการชุมนุมที่เรียกร้องเรื่องแรงงานของบริษัทต่างๆ การชุมนุมที่เกี่ยวกับศาสนา และการชุมนุมภายในสถานศึกษา
จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการในวาระ 1 ด้วยคะแนน 182 ต่อ 0 งดออกเสียง 4 โดยให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาจำนวน 22 คน เพื่อดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน







