
ปฏิรูปวุฒิสภาเปลี่ยนที่มา-เพิ่มอำนาจ
ประเทศไทยในอนาคตกำลังจะมีฝ่ายนิติบัญญัติในโครงสร้างใหม่
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ประเทศไทยในอนาคตกำลังจะมีฝ่ายนิติบัญญัติในโครงสร้างใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ปรับเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง สส. โดยนำการเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสมจำนวนไม่เกิน 470 คน (สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 250 คน และ สส.บัญชีรายชื่อไม่เกิน 220 คน) มาใช้ และล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้จัดวางโครงสร้างของ “วุฒิสภา” ใหม่ ซึ่งมีความแตกต่างจากวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ชัดเจน
วุฒิสภาชุดใหม่ คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดให้มีจำนวนไม่เกิน 200 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี โดยจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้
ทั้งนี้ กระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.แบบใหม่ คณะ กมธ.ยกร่างฯ บัญญัติให้เรียกว่า “การเลือกตั้งเลือกตั้งโดยอ้อม”
ที่มาที่ไปของการบัญญัติคำดังกล่าวมาจากมี กมธ.ยกร่างฯ บางคนเสนอต่อที่ประชุมว่า หากในร่างรัฐธรรมนูญไปเขียนกระบวนการได้มาซึ่ง สว. เพียงแค่มาจากการเลือกของบุคคล จะทำให้ฝ่ายการเมืองดูแคลนวุฒิสภาชุดใหม่ว่าเป็น “สว.ลากตั้ง” จนสร้างความขัดแย้ง ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยและให้ดำเนินการแก้ไข
สำหรับที่มา สว.ชุดใหม่จะมาจาก 5 ช่องทาง ดังนี้
1.อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา และอดีตประธานศาลฎีกา เลือกกันเองให้เหลือ 10 คน
2.อดีตข้าราชการพลเรือนที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า อดีตข้าราชการทหารซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าองค์กร เลือกกันเองในแต่ละประเภท ประเภทละไม่เกิน 10 คน
3.ผู้แทนองค์กรวิชาชีพหรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง เลือกกันเองไม่เกิน 10 คน
4.บุคคลที่มาจากการเลือกกันเองขององค์กรด้านเกษตรกรรม แรงงาน วิชาการ ชุมชน ท้องถิ่น และองค์กรต่างๆ จำนวนไม่เกิน 50 คน
5.ผู้ทรงคุณวุฒิในหลายๆ ด้านเช่น การเมือง ความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดิน กระบวนการยุติธรรม ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น จำนวนไม่เกิน 100 คน โดยจะผ่านกระบวนการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหา สมัชชาพลเมือง และองค์กรท้องถิ่น
ส่วนคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาเป็น สว.นั้น ภาพรวมยังยึดหลักตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะการห้ามไม่ให้เครือญาติของนักการเมืองมาเป็น สว. พร้อมกับเพิ่มหลักการใหม่เข้าไป อาทิ ห้ามไม่ให้อดีตกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ยังพ้นจากตำแหน่งไม่เกิน 2 ปี เป็น สว. และ สว.ที่พ้นจากตำแหน่งไม่เกิน 2 ปี จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไม่ได้
ขณะที่อำนาจของวุฒิสภาที่ยังไม่เคยมีมาก่อน แต่ได้มาปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้ให้ความเห็นชอบไปในเบื้องต้นแล้วมีด้วยกัน 2 ด้าน ได้แก่ 1.การให้ สว.จำนวน 40 คนเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ จากเดิมที่ สว.จะทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายที่มาจากสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น และ 2.การให้ สว.พิจารณารายชื่อบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรี
กระบวนการพิจารณารายชื่อว่าที่รัฐมนตรีของวุฒิสภาจะมีขั้นตอนเรียงตามลำดับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีต้องเสนอชื่อว่าที่รัฐมนตรีมาให้วุฒิสภา จากนั้นจะตั้งคณะ กมธ.ตรวจสอบประวัติ พฤติกรรมทางจริยธรรม โดยต้องดำเนินการให้เสร็จและเสนอให้นายกฯ ทราบและประกาศเป็นการทั่วไปภายใน 15 วัน
ที่สำคัญ การแต่งตั้งปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าส่วนราชการระดับสูงจะต้องเสนอมาให้วุฒิสภาพิจารณาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม วุฒิสภาไม่มีอำนาจว่าจะลงมติเห็นชอบหรือไม่ให้เห็นชอบกับรายชื่อรัฐมนตรีและข้าราชการที่เสนอมาแต่อย่างใด
ฝ่ายเลขานุการชี้แจงต่อที่ประชุมว่า อำนาจการให้ใครเป็นรัฐมนตรียังคงเป็นนายกฯ เหมือนเดิม และถึงแม้ถ้าวุฒิสภาตรวจพบและเสนอความเห็นว่ามีรัฐมนตรีบางคนไม่เหมาะสมกับการดำรงตำแหน่ง นายกฯ ก็ยังสามารถให้บุคคลนั้นเป็นรัฐมนตรีได้ แต่นายกฯ ต้องรับผิดชอบกับสังคมเอาเอง







