
ลางร้ายส่งออกไทย
เริ่มต้นศักราชก็ทำเอาหวาดผวาไปทั่ว เมื่อตัวเลขการส่งออกของไทยติดลบไป 3.4% แทบจะไม่ต้องพูดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะไปทางไหน
เริ่มต้นศักราชก็ทำเอาหวาดผวาไปทั่ว เมื่อตัวเลขการส่งออกของไทยติดลบไป 3.4% แทบจะไม่ต้องพูดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะไปทางไหน
จันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ชี้แจงว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเดือน ม.ค. ที่ทำได้แค่ 1.72 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบไป 3.46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง ส่งผลให้สินค้าที่เกี่ยวข้องน้ำมันดิบ เช่น เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก มีราคาปรับลดลง เมื่อผสมผสานกับการที่ราคาส่งออกสินค้าเกษตรยังคงทรงตัว ทำให้มูลค่าการส่งออกปรับตัวลดลง
ถ้าพิจารณาการส่งออกรายสินค้า พบว่า อุตสาหกรรมเกษตรกลับมาหดตัวอีกครั้งติดลบ 13% เป็นผลจากสินค้ายางพาราติดลบ 40.6% ข้าวติดลบ 13% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังติดลบ 12.1% อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูปติดลบ 9.7% สินค้ายางพาราติดลบสูงเป็นเพราะผลผลิตยางพาราในตลาดโลกมีมาก และความต้องการยางพาราในโลกยังไม่ฟื้นตัว อีกทั้งจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของไทยได้ชะลอการนำเข้า เนื่องจากปริมาณสต๊อกยางพาราอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม สินค้าอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวได้เติบโต 0.6% สินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้น คือ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อัญมณีและเครื่องประดับ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่การส่งออกติดลบ ได้แก่ เคมีภัณฑ์ และเม็ดพลาสติก ตามราคาส่งออกที่ปรับตัวลดลง
ตลาดส่งออกที่สำคัญก็ถือว่ามีปัญหา ตลาดญี่ปุ่นยังคงหดตัว 7.5% และสหภาพยุโรปหดตัว 5% เนื่องจากเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ประกอบกับการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ส่งผลให้ค่าเงินเยนและยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท ทำให้ยอดคำสั่งซื้อชะลอตัว
การส่งออกไปตลาดจีนก็ติดลบ 19.7% เนื่องจากการส่งออกยางพาราที่หดตัวต่อเนื่อง และจีนใช้นโยบายพึ่งพาสินค้าภายในประเทศ ส่วนตลาดอาเซียนติดลบ 0.7% โดยตลาดในอินโดนีเซียติดลบ 11.2% เนื่องจากเป็นตลาดที่มีการกีดกันทางการค้าสูง มาเลเซียติดลบ 12.5% เพราะการส่งออกสินค้าในกลุ่มยานยนต์ เครื่องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เคมีภัณฑ์ เหล็ก และเม็ดพลาสติกลดลง
โชคดีที่ตลาดกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) ยังขยายตัวได้ 6.8%
เช่นเดียวกับตลาดสหรัฐอเมริกาขยายตัว 6% เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวดี ส่งผลการบริโภคสินค้าคงทนและการลงทุนจากภาคเอกชนขยายตัวจึงยังพอมีหวังบ้าง
จันทิรา เปิดเผยว่า ในวันที่ 11-16 มี.ค.นี้กระทรวงจะมีการประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลก เพื่อทบทวนสถานการณ์ตลาดและปรับยุทธศาสตร์การส่งออก
ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ยังคงยืนยันเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยปีนี้ขยายตัว 4% แม้ตัวเลขการส่งออกในเดือน ม.ค. ไทยจะส่งออกติดลบ 3.46% ก็ตาม ซึ่งหลังจากนี้คงต้องเร่งทำงานให้ได้ตามแผนยุทธศาสตร์ส่งออก โดยจะเน้นการผลักดันส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ เช่น อินเดีย เพื่อกระจายความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจในตลาดหลัก ส่วนตลาดหลักก็ต้องรักษาสัดส่วนตลาดไว้ให้ได้มากที่สุด
“ผมตั้งใจรักษาระดับการส่งออกปีนี้ให้ขยายตัว 4% แต่ก็ยอมรับถึงปัจจัยเสี่ยงทั้งเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหา ค่าเงินบาทแข็งค่า ราคาน้ำมันลดลง ซึ่งก็ต้องหายุทธวิธีแก้ไขให้กับถาคส่งออกให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยเฉพาะการหาตลาดใหม่มากระจายความเสี่ยง” รมว.พาณิชย์ ยืนยัน
ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินในทางตรงกันข้ามว่า การส่งออกไทยปีนี้มีปัจจัยหลากหลายที่กดดันการขยายตัว โดยราคาน้ำมันโลกที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ และพลาสติกของไทย ซึ่งมีสัดส่วนรวมกัน 15% ของการส่งออกทั้งหมด อีกทั้งยังกดดันราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะราคายางพาราและน้ำตาล ขณะที่คู่ค้าสำคัญ จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ต่างมีทิศทางชะลอลง ประกอบกับการที่ถูกตัดสิทธิ GSP จากสหภาพยุโรปในทุกหมวดสินค้า จะส่งผลให้การส่งออกของไทยในปีนี้ขยายตัวในระดับต่ำแค่ 0.8%







