
ผลของการขาดการศึกษาวิเคราะห์วิจัยของไทย
เรื่องของการที่ควรจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านทั่วๆ
โดย...พวงรัตน อัศวพิศิษฐ์
เรื่องของการที่ควรจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านทั่วๆ ไปติดตามข่าวแล้วเกิดความสับสนพอๆ กับเรื่องเศรษฐกิจปีนี้จะเป็นอย่างไรกันแน่ ผู้เขียนก็เลยได้รับคำถามเชิงบ่นมาพอสมควร ซึ่งอันที่จริงแล้วน่าจะมีสาเหตุมาจากการที่ประเทศไทยเราไม่ให้ความสำคัญการศึกษาวิเคราะห์/วิจัย โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยในเชิงลึกและรอบคอบ เรื่องของการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนั้นไม่ต้องพูดถึง ประเทศไทยเราขาดแคลนทั้งด้านงบประมาณและการให้ความสำคัญมานาน ซึ่งผู้เขียนได้พูดถึงไปหลายครั้งแล้ว แต่ที่จะพูดถึงคราวนี้ก็เป็นการศึกษาวิเคราะห์/วิจัย ทางด้านเศรษฐกิจการค้าและการตลาด ถ้าไม่นับหน่วยงานของรัฐบาลที่ทำหน้าที่โดยตรงอยู่แล้ว ประเทศไทยเรามีหน่วยงานกลางที่วิจัยทางด้านนี้ที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับเพียงไม่กี่แห่ง เอ่ยชื่อมาก็เป็นที่ทราบกันดี อย่างเช่น TDRI, NIDA และมหาวิทยาลัยบางมหาวิทยาลัย นอกจากนั้นก็มีอยู่บ้างตามธนาคาร
การขาดหน่วยงานที่ทำการศึกษาและวิเคราะห์วิจัยนี้มีมากในฝ่ายของภาคเอกชน แม้แต่บริษัทใหญ่ๆ ที่พอจะมีระดับพนักงานที่จบปริญญาเอกทำงานอยู่บ้าง แต่ก็น่าจะคืนความรู้ด้านวิชาการกันไปหมดแล้ว ผู้เขียนยังจำได้ว่าในการยื่นฟ้องประเทศคู่ค้าของไทยประเทศหนึ่งในองค์การการค้าโลก ภาคเอกชนของไทยไม่มีเอกสารศึกษาวิจัยใดๆ มาเป็นข้อมูลสนับสนุนการเจรจาเลย ต่างจากประเทศที่เป็นโจทก์ร่วมฟ้องกับไทย ที่เขามีเอกสารศึกษามาเป็นเล่มๆ ทำให้ไทยได้อาศัยผลของการศึกษาเหล่านั้นมาเป็นข้อมูลเขียนคำฟ้องด้วย
การดำเนินงานของภาคเอกชนของไทยส่วนใหญ่ จึงอาศัยประสบการณ์และความเก่งของ CEO เถ้าแก่ และบอร์ดเสียเป็นส่วนใหญ่ อย่างมากที่จะมีก็คือ ฝ่ายวิจัยการตลาด การให้ความเห็นส่วนใหญ่จึงไม่มีหลักวิชาการมาสนับสนุนและทำให้เข้าใจกันว่าเป็นการมองผลประโยชน์ของตัวเองในระยะสั้น เช่น เรื่องการเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อหวังให้ค่าเงินบาทอ่อนลงอันจะทำให้ส่งออกได้มากขึ้นนั้นจะเกิดขึ้นได้แน่หรือ เพราะหากเพียงดูตัวเลขค่าเงินบาทกับอัตราการเพิ่มของการส่งออกก็ไม่สนับสนุนข้อเสนอแล้ว เช่น
- ปี 2554 อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐ เท่ากับ 30.13 บาทต่อเหรียญสหรัฐ การขยายตัวของการส่งออกในเชิงเงินเหรียญสหรัฐเท่ากับ 15.15%
- ปี 2555 ค่าเงินบาทอ่อนลงทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐเท่ากับ 30.89 บาทต่อเหรียญสหรัฐ การขยายตัวของการส่งกลับขยายตัวในอัตราที่ลดลงเท่ากับ 2.99%
- ปี 2556 เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่แข็งค่าเท่าปี 2554 ทำให้การขยายตัวของการส่งออกกลับขยายตัวในอัตราที่ลดลงเป็น 0.41%
คำถามจึงมีว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายลงเพียง 0.25% จะช่วยทำให้ค่าเงินลดลงได้ขนาดไหน และจะทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นได้จริงหรือ โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจโลกขณะนี้ หรือหากจะบอกว่าการที่ประเทศไทยมีอัตราดอกเบี้ยสูงทำให้เงินทุนไหลเข้ามาจนค่าเงินบาทแข็ง แล้วจะต้องลดดอกเบี้ยลงไปเท่าไรจึงจะพอเหมาะ เพราะดอกเบี้ยในหลายประเทศเขาเป็น 0% กันทั้งนั้น แล้วจะสกัดเงินไหลเข้ามาได้แค่ไหน
ครั้นจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อเงินฝืด ข้อมูลก็ค่อนข้างชัดเจนว่าดัชนีผู้บริโภคนั้นต่ำมาก แต่เมื่อไปดูโพลที่สำรวจกันมาก็มีแต่เสียงบ่นว่าของแพงๆ จึงเห็นได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่พูดจากความรู้สึก แต่ไม่ใช่จากข้อมูลการศึกษาวิจัยจริงๆ เพราะแม้แต่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันไม่ลดดอกเบี้ยนโยบาย นอกจากเห็นว่าจะไม่ช่วยให้การส่งออกเพิ่มขึ้นแล้ว ยังกังวลกับภาวะฟองสบู่สินเชื่อด้วย เพราะปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยสูงถึง 85% ของจีดีพี แต่ก็อีกเช่นกันว่าไม่เห็นข้อมูลการศึกษา
ที่เขียนมานี้ไม่ใช่จะเข้าข้างหรือไม่เข้าข้างใคร เพียงแต่เมื่อมีเสียงบ่นๆ กันก็เห็นว่าน่าจะมีการหยิบข้อมูลการศึกษาวิจัยมาให้เห็นกันบ้าง เพราะที่ผ่านมาก็ได้แต่ฟังจากฝ่ายวิจัยหลายธนาคารว่าการลดอัตราดอกเบี้ย ขณะนี้คงไม่มีผลต่อทั้งอัตราแลกเปลี่ยน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หรือปัญหาเงินฝืด แต่ก็ไม่ทราบอีกเช่นกันว่ามีข้อมูลการศึกษาวิเคราะห์มาอย่างไร หรืออย่างน้อยมีกราฟการคาดการณ์มาให้เห็นกันได้บ้างก็จะทำให้น่าเชื่อถือกันมากขึ้น นอกจากนี้ยังจะเป็นเครื่องมือช่วยให้รัฐบาลตัดสินใจได้ถูกทางด้วย
หรือไม่เช่นนั้นอาจต้องรอดูผลของมาตรการทางการคลังที่รัฐบาลได้ใช้สารพัดมาตรการทั้งด้านภาษี ด้านการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ และด้านการลงทุนว่าจะมีผลหรือไม่ ก่อนใช้มาตรการทางการเงินคือลดดอกเบี้ย ซึ่งผู้เขียนหวังเพียงว่าจะยังไม่สายเกินไป







