
ปล่อยผี ‘111-109’ ‘ปู’ เสี่ยงตัดสิทธิตลอดชีวิต
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ถือเป็นนัดสำคัญในทางการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ถือเป็นนัดสำคัญในทางการเมือง เพราะได้เริ่มพิจารณาบทบัญญัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งและคุณสมบัติของ สส.
ทั้งนี้ ในหลักการของระบบเลือกตั้งยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้เห็นชอบกับระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม โดยให้มี สส.จำนวน 450 คน แต่ไม่เกิน 470 คน แบ่งเป็น สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 250 คน และ สส.แบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 200 คน แต่ไม่เกิน 220 คน โดยในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจะแบ่งเป็น 6 ภาค และประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะให้ใครเป็น สส.บัญชีรายชื่อได้
สำหรับไฮไลต์ของการประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯ อยู่ที่การพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส.
ในร่างรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายเลขานุการเสนอต่อที่ประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯ มีสาระสำคัญ 2 ส่วนที่เป็นการกำหนดลักษณะต้องห้ามไม่ให้เป็นผู้สมัคร สส. คือ 1.ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมสมัคร สส. 2.ผู้เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง จะไม่มีสิทธิสมัคร สส.
ตลอดการพิจารณาในประเด็นนี้มี กมธ.ยกร่างฯ หลายคนต่างสอบถามถึงความชัดเจนในการบังคับใช้ว่าจะเชื่อมโยงไปถึงผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจากคดียุบพรรคการเมืองก่อนหน้านี้หรือไม่ โดย กมธ.บางส่วนไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติถ้อยคำดังกล่าวเพราะอาจเป็นการทำให้กฎหมายมีผลย้อนหลังในทางที่เป็นโทษซึ่งขัดกับหลักการของกฎหมาย
ขณะเดียวกัน เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.ที่เคยถูกถอดถอนนั้น มี กมธ.บางรายเห็นว่าไม่มีความเป็นธรรมกับผู้ถูกที่ถูกถอดถอน เพราะในเมื่อถ้าบุคคลดังกล่าวได้พ้นจากการต้องห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปีแล้วก็ควรคืนสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง สส. ไม่ควรไปตัดสิทธิตลอดชีวิต
“สถานการณ์ขณะนี้อยู่ในช่วงของการสร้างความปรองดอง แต่ถ้าจะสร้างสถานการณ์ต้อนคนจนมุมในระดับรุนแรง ไม่มีทางเกิดหรือฟื้น เท่ากับว่ามีแต่ตายลูกเดียว เพราะขนาดสุนัขที่จนตรอกมันยังกัดเลย ถ้าหากมีการบัญญัติมาตรานี้แล้วแต่ไม่กำหนดหลักการให้ชัดเจนว่ามีผลบังคับใช้ต่อเนื่องหรือมีผลย้อนหลัง เกรงว่าหากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ในอนาคตก็อาจเป็นชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองนำไปสู่ความรุนแรงอีกครั้งหรือไม่” กมธ.ยกร่างฯ คนหนึ่งที่คัดค้านการเขียนรัฐธรรมนูญในลักษณะดังกล่าวระบุกลางที่ประชุม
ต่อมาฝ่ายเลขานุการคณะ กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงว่า การเขียนลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส.ดังกล่าวเป็นไปตามถ้อยคำของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 35 (4) กำหนดกรอบแนวทางการทำงานมาให้กับคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นที่ต้องเขียนรัฐธรรมนูญออกมาเช่นนั้น
สุดท้ายที่ประชุมต้องตัดสินด้วยการใช้การหยั่งเสียงว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะให้คงถ้อยคำการตัดสิทธิผู้สมัคร สส.หรือไม่ ซึ่งเสียงข้างมากของที่ประชุมต่างเห็นว่าควรให้คงถ้อยคำเอาไว้เพื่อเป็นหลักการในการคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาสู่อำนาจรัฐ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่การประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องตัดสินข้อขัดแย้งด้วยการออกเสียงของ กมธ.ยกร่างฯ
ด้านแหล่งข่าวในคณะ กมธ.ยกร่างฯ ระบุว่า การให้มีถ้อยคำเรื่องการห้ามผู้ที่ทุจริตเลือกตั้งไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นการตัดสิทธิการลงสมัคร สส.ของอดีตกรรมการบริหารพรรคที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคก่อนหน้านี้ แต่จะห้ามเฉพาะผู้ที่เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการทุจริตเท่านั้น ส่วนกรณี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกถอดถอนนั้นเป็นเรื่องที่ศาลต้องไปตีความในอนาคต เพราะไม่ได้เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญปกติ ซึ่งสาเหตุที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้บัญญัติเรื่องลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส. ในฐานะที่เคยถูกถอดถอนเอาไว้นั้นเป็นการเขียนตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550







