
ตุลาการภิวัฒน์ ในสหรัฐอเมริกา (จบ)
เมื่อกลุ่ม “มันสมอง” ของสหรัฐอเมริกาตัดสินใจร่างรัฐธรรมนูญขึ้นครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2330 ได้ไปเชิญนายพลจอร์จ
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
เมื่อกลุ่ม “มันสมอง” ของสหรัฐอเมริกาตัดสินใจร่างรัฐธรรมนูญขึ้นครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2330 ได้ไปเชิญนายพลจอร์จ วอชิงตันมาเป็นประธานกรรมการร่างที่เมืองฟิลาเดลเฟียนั้น หลายคนมีภาพในใจของโครงสร้างอำนาจรัฐในรัฐธรรมนูญของตน แต่ไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายแล้ว รัฐธรรมนูญจะออกมาในรูปแบบใด
ในส่วนของอำนาจตุลาการ การที่สหรัฐสามารถสร้างระบบตุลาการภิวัฒน์จนทำให้ศาลสูงสุดมีสถานะเป็น 1 ใน 3 องค์อำนาจอธิปไตยได้อย่างแท้จริง จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ
ความสำเร็จของการพัฒนาอำนาจตุลาการของศาลสูงสุดในสหรัฐน่าจะเกิดจากเหตุปัจจัยต่างๆ ซึ่งสามารถแยกได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ ก.ปัจจัยพื้นฐาน ข.ปัจจัยภายในของศาลสูงสุดเอง และ ค.ปัจจัยภายนอก
ในส่วนของปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่ โครงสร้างของประเทศที่ประกอบด้วยรัฐบาลกลางและมลรัฐต่างๆ ทำให้ต้องมีการตัดสินเรื่องขอบเขตอำนาจที่อาจจะเหลื่อมล้ำกันอยู่เนืองๆ การตัดสินชี้ขาดจึงเป็นหน้าที่ของศาลสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยคณะบุคคลที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่างแท้จริง จะให้เป็นอำนาจของรัฐบาลกลางและรัฐสภามิได้และรัฐสภาซึ่งมีตัวแทนมาจากมลรัฐย่อมต้องปกป้องผลประโยชน์ของมลรัฐมากกว่า ในส่วนของความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมีความจำเป็นและสำคัญ เพราะต้องตัดสินให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
โครงสร้างของประเทศ ที่ประกอบด้วยรัฐต่างๆ โดยแต่ละรัฐมีทั้งศาลชั้นต้นและศาลสูงสุด ทำให้มีระบบการพัฒนาผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่างกว้างขวาง ประธานาธิบดีสามารถพิจารณาเลือกคัดผู้มีความรู้ความสามารถโดดเด่นเข้าไปทำหน้าที่ในศาลสูงสุดได้จากฐานที่กว้างขวางทั่วประเทศ
สหรัฐมีการพัฒนาระบบการศึกษาด้านนิติศาสตร์มาอย่างเข้มแข็งตั้งแต่ก่อนตั้งประเทศเป็นเวลานาน แม้ระบบศาลในสหรัฐแต่เดิมจะไม่บังคับให้ผู้ทำงานด้านกฎหมายเช่น ทนายความ ไม่ต้องเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เป็นทางการ ดังเช่น ประธานาธิบดีลินคอล์น ก็ศึกษากฎหมายด้วยตนเองก่อนสอบเข้าเป็นทนายความ แต่ระบบการศึกษาด้านนิติศาสตร์ นอกจากสามารถสร้างนักกฎหมายที่มีความรู้ความสามารถอย่างเป็นระบบได้จำนวนมาก แล้วยังทำหน้าที่สำคัญอีก 2 ประการ คือ1) การพัฒนาองค์ความรู้ด้านนิติศาสตร์ 2) ให้ความเห็นสาธารณะด้านกฎหมาย โดยเฉพาะต่อคำตัดสินคดีความต่างๆ
ในส่วนของปัจจัยภายในศาลสูงสุดเอง มีปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่
ประการแรก ระบบการคัดเลือก ตรวจสอบ และแต่งตั้ง โดยประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอชื่อและให้วุฒิสภาเป็นผู้รับรอง ทำให้ตุลาการที่มาทำหน้าที่ในศาลสูงสุดต้องผ่านการกลั่นกรองและตรวจสอบอย่างดี
ประการที่สอง ระบบการถ่ายเทผู้ปฏิบัติงานในสหรัฐ เปิดโอกาสให้ผู้ที่จะมาทำหน้าที่ตุลาการมีประสบการณ์อย่างกว้างขวางทั้งในวงการตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ
ประการที่สาม โชคดีที่ประธานตุลาการศาลสูงสุดคนที่สาม คือ จอห์น มาร์แชล สามารถสร้างระบบ “ตุลาการภิวัฒน์” และทำให้ศาลสูงสุดสามารถพัฒนาบทบาทเป็นผู้ตรวจสอบถ่วงดุล ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติได้อย่างแท้จริง
ประการที่สี่ ระบบที่กำหนดให้ตุลาการในศาลสูงสุดดำรงตำแหน่งได้จนตลอดชีวิต เว้นแต่จะลาออกโดยสมัครใจ ทำให้มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน
ประการที่ห้า หลักเกณฑ์ที่ให้ตุลาการทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน โดยประธานตุลาการไม่มีอำนาจลงคะแนนตัดสินชี้ขาด และระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้มีความเห็นแย้งสามารถเขียนความเห็นแย้งและประกาศต่อสาธารณะได้ ทำให้ทุกฝ่ายต้องเปิดเผยตนเองต่อสาธารณะ
ข้อสำคัญ ทั้งความเห็นของตุลาการข้างมากกับผู้เห็นแย้ง ได้รับการพิจารณาจากสาธารณะอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดเสียงสะท้อนและเกิดการปรับตัวของศาลเอง
ในส่วนของปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการพัฒนาการของศาลสูงสุด ที่สำคัญ ได้แก่
ประการแรก คำตัดสินของศาล แม้มีผลผูกพันให้หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติตาม แต่บ่อยครั้งก็มีการดื้อแพ่ง ต่อต้านจากหน่วยงานระดับต่างๆ ทั้งกรณีคำตัดสินที่มีเหตุผลที่สาธารณชนยอมรับและไม่ยอมรับ ทำให้เกิดเสียงสะท้อนให้ศาลสูงสุดซึ่งแม้ไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน ก็ต้องฟังเสียงประชาชน จนเกิดการพลิกกลับคำพิพากษาในเวลาต่อมา
ประการที่สอง เสียงวิจารณ์อย่างมีเหตุผล และมีน้ำหนักของรัฐบาลก็ดี ฝ่ายนิติบัญญัติก็ดี รัฐต่างๆ ก็ดี สื่อมวลชนก็ดี อาจารย์ด้านนิติศาสตร์ก็ดี นักกฎหมายทั่วไปก็ดี ย่อมมีผลทำให้ศาลต้องระมัดระวังในการตัดสินคดี
ประการที่สาม เสียงประชาชนย่อมเป็น “เสียงสวรรค์” เสมอ ในระบบที่มีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ในทุกระดับอย่างสหรัฐ ดังกรณีที่ประชาชนเลือกประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ด้วยคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งสมัยที่สอง ทำให้ตุลาการศาลสูงสุดบางคนต้องกลับข้าง ทำให้การเผชิญหน้ากับประธานาธิบดียุติลง
เหตุปัจจัยแห่งความสำเร็จของศาลสูงสุดสหรัฐคงมีอีก ข้อสำคัญ สหรัฐไม่เชื่อในระบบ “อรหันต์” อย่างบ้านเรา และไม่เชื่อในความเป็นกลางปราศจากอคติของตุลาการ แต่สหรัฐมีระบบทำให้ปุถุชนที่มีอคติอย่างแรงกล้า และอยู่คนละขั้วสามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นองค์คณะอย่างมีเกียรติ ศักดิ์ศรี และสุจริต โดยแท้จริง สามารถหาข้อยุติของปัญหาขัดแย้ง ซึ่งคำตัดสินส่วนมากได้รับการยอมรับ และสามารถแก้ปัญหาของประเทศชาติได้อย่างสำคัญ







