
ทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ยื่นพระราชสาส์นต่อโอบามา (ตอนที่ 1)
โดย...พิศาล มาณวพัฒน์
โดย...พิศาล มาณวพัฒน์
ท่านประธานาธิบดี ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะยื่นพระราชสาส์นตราตั้งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ผมดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสหรัฐอเมริกาสืบแทนนายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี โดยผมขอนำความนับถือและความปรารถนาดีจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมายังท่านประธานาธิบดี ให้ท่านมีความสมบูรณ์ด้วยพลานามัย และให้ประเทศสหรัฐอเมริกาและประชาชนชาวอเมริกันมีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป
ความสัมพันธ์ที่ยาวนานถึง 182 ปี เป็นสิ่งยืนยันถึงความมั่นคงของมิตรภาพระหว่างประเทศของเราทั้งสอง มิตรภาพระหว่างไทยในฐานะประเทศพันธมิตรตามสนธิสัญญาที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียกับสหรัฐ ได้เจริญงอกงามและแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา จนถึงปัจจุบันที่ไทยและสหรัฐมีความร่วมมือระหว่างกันในหลายสาขา ทั้งในด้านความมั่นคงและการทหาร การค้าการลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และความสัมพันธ์ในระดับประชาชน
ความมุ่งมั่นในอุดมการณ์และค่านิยมที่สอดคล้องกันระหว่างไทยกับสหรัฐ เช่น ความเป็นประชาธิปไตย การเคารพหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรม และความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจแบบเปิด ล้วนเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ โดยผมขอยืนยันว่าอุดมการณ์และค่านิยมเหล่านี้จะไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าไทยจะกำลังประสบกับสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศก็ตาม
ไทยรับทราบความเห็นของสหรัฐที่หวังให้ไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว ไทยอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนงาน (Roadmap) ที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ และเดินหน้าปฏิรูปในด้านต่างๆ เพื่อป้องกันมิให้ประเทศชาติต้องกลับเข้าสู่ภาวะชะงักงันทางการเมือง มีรัฐบาลที่ล้มเหลว ประสบปัญหาคอร์รัปชั่น และเพิกเฉยต่อหลักนิติธรรมดังเช่นที่ผ่านมา กระบวนการยกร่าง การรับฟังความเห็นและการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทย น่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.ในปีนี้ และคาดว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ภายในช่วงต้นปีหน้า
เป้าหมายสำคัญของไทยคือการนำพาประเทศกลับคืนสู่ประชาธิปไตยที่มีความยั่งยืนและแข็งแกร่ง ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งผมเห็นว่ามิตรประเทศของไทยโดยเฉพาะสหรัฐควรจะเข้าใจและสนับสนุนขั้นตอนและเป้าหมายเหล่านี้ เนื่องจากประเทศไทยจะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งและเป็นหุ้นส่วนที่มีศักยภาพยิ่งขึ้นของสหรัฐ และประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้ ก็จำเป็นต้องเกิดจากการที่ไทยมีประชาธิปไตยที่ปราศจากข้อบกพร่องในอดีตเท่านั้น
นโยบายปรับสมดุลทางยุทธศาสตร์สู่เอเชียของสหรัฐ ที่ดำเนินอยู่ประกอบกับการบรรลุประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในอีกไม่ถึงหนึ่งปีข้างหน้านี้ จะสร้างโอกาสอย่างมากมายให้แก่ประเทศของเราทั้งสอง รวมทั้งหุ้นส่วนในภูมิภาคและประเทศอื่นๆ โดยผมขอแจ้งสาขาความร่วมมือที่สำคัญ ซึ่งผมเห็นว่าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับสหรัฐจะสามารถเสริมสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน และผลประโยชน์โดยรวมต่อภูมิภาคและประชาคมโลกได้ ดังนี้
1.ความมั่นคง
คงไม่มีความมั่นคงใดที่จะสำคัญไปกว่าความมั่นคงของมนุษย์ และก็ไม่มีรัฐบาลใดที่ให้ความสำคัญและทุ่มเททรัพยากรต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในทุกรูปแบบ ปัญหาแรงงานบังคับ แรงงานเด็ก ตลอดจนการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กมากเท่ากับรัฐบาลชุดปัจจุบันของไทย ซึ่งรัฐบาลสหรัฐเองก็รับทราบถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในระดับที่สูงที่สุดในเรื่องนี้ โดยไทยได้แก้ไขและอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายและการเพิ่มมาตรการคุ้มครองพยานและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์
นอกจากนี้ ไทยยังดำเนินความพยายามอย่างหนักเพื่อลดความเสี่ยงของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานประมง มิให้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และการแสวงประโยชน์ อย่างไรก็ดี ไทยตระหนักดีว่ายังต้องดำเนินการให้มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด รวมทั้งในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนร่วมในการ
กระทำความผิดด้วย
นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากความเชื่อมโยงที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภายในภูมิภาค เช่น การค้ายาเสพติด การลักลอบค้าสัตว์ป่า การฟอกเงิน และภัยคุกคามจากอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ก็เป็นสิ่งที่ไทยให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ควรได้รับความสนใจและแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน และโดยที่ตระหนักว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เชื่อมต่อกับตอนใต้ของจีนและอินเดีย ไทยจะสานต่อการทำงานอย่างแข็งขันมากขึ้นร่วมกับประเทศในภูมิภาคและสหรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้
สำหรับการต่อสู้กับการก่อการร้ายระหว่างประเทศนั้น ไทยจะทำงานร่วมกับประเทศในภูมิภาคและประชาคมโลก เพื่อส่งเสริมความอดกลั้นทางศาสนาและการหารือระหว่างความเชื่อ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ประกอบด้วยความเข้าใจ ความอดกลั้น สันติภาพ และการเคารพในความแตกต่างระหว่างความเชื่อ
พร้อมทั้งจะผลักดันการแก้ไขสาเหตุของปัญหาที่ทำให้เยาวชนมีแนวคิดแบบสุดโต่งผ่านโครงการเพื่อการพัฒนาประเทศ ทั้งในประเทศไทยเองและในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยนอกเหนือจากการแลกเปลี่ยนด้านข้อมูลแล้ว ไทยและสหรัฐยังสามารถขยายความร่วมมือเพื่อยับยั้งการเพิ่มจำนวนของนักรบต่างชาติ และทำลายความชอบธรรมของแนวคิดสุดโต่งหัวรุนแรงได้อีกด้วย
2.ความมั่นคงด้านสาธารณสุข
ไทยมีความพร้อมด้านบุคลากรและการค้นคว้าวิจัยที่จะร่วมมือกับสหรัฐ เพื่อรับมือกับสิ่งท้าทายต่อความมั่นคงด้านสาธารณสุขโลก ซึ่งรวมถึงความร่วมมือในกรอบ Global Health Security Agenda (GHSA) โดยในกรอบความร่วมมือดังกล่าว ไทยในฐานะประเทศผู้นำด้านการพัฒนาระบบเครือข่ายห้องปฏิบัติการและการพัฒนาบุคลากร ภายใต้แนวทางเพื่อป้องกัน เฝ้าระวัง และตอบสนอง (“Prevent, Detect and Respond”) ต่อโรคระบาดข้ามพรมแดนของ GHSA จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับภูมิภาคในหัวข้อ “Global Health Security Agenda : Strengthening Workforce Development and National Laboratory System in the East Asia and Pacific Region” ในเดือน พ.ค.นี้
นอกจากนี้ ไทยจะมีบทบาทแข็งขันในฐานะประเทศสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหาการดื้อยา (Antimicrobial Resistance) ในกรอบ GHSA ด้วย
ในขณะเดียวกัน หน่วยงานทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนของไทยยังมีความพร้อมที่จะร่วมมือกับสหรัฐ เพื่อต่อสู้กับอีโบลาที่ต้นทางและกับโรคติดต่ออื่นๆ ที่เป็นภัยต่อมนุษย์ อาทิ เอดส์และมาลาเรีย ซึ่งความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารของไทยกับกองทัพสหรัฐ เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของความร่วมมือด้านสาธารณสุขที่ใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ รวมทั้งในด้านการวิจัยด้านวัคซีน
ผมหวังที่จะทำงานร่วมกับหน่วยงานสหรัฐ ซึ่งรวมถึงองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (USAID) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention) และกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เพื่อผลักดันข้อริเริ่มต่างๆ ด้านสาธารณสุข เช่น การรับมือกับปัญหาเชื้อมาลาเรียดื้อยาในอนุภูมิภาคลุ่มแม่นํ้าโขง เป็นต้น







