posttoday
'สังคมนำการเมืองตาม' ฟังทุกสีเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

'สังคมนำการเมืองตาม' ฟังทุกสีเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

18 มิถุนายน 2553

บนเวทีการระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางปฏิรูปประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่เมืองทองธานี กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐ เข้าร่วมกันคึกคัก ในโอกาสนี้ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “การปฏิรูปประเทศไทย” ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้คือวิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องที่เข้าใจยากที่สุด แก้ไขยากที่สุด เพราะเป็นวิกฤตแห่งความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง ซึ่งอำนาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้นจึงต้องใช้ “สังคมนำและการเมืองตาม” เพราะหากใช้การเมืองนำก็จะถูกคัดค้านจากฝ่ายค้าน แต่ถ้าสังคมนำและการเมืองตามจะง่ายขึ้น

นพ.ประเวศ อธิบายว่า การปฏิรูปประเทศไทยต้องใช้พลังทางสังคม โดยสังคมต้องเป็นฝ่ายนำ ซึ่งตอนนี้มีนิมิตหมายที่ดีที่คนในสังคมเริ่มตื่นตัวกันมากขึ้น หากมีการรวมตัวในทุกพื้นที่ ในทุกเรื่อง สังคมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้างเชิงดิ่งเป็นเชิงราบ เรียกว่าประชาสังคม ดังนั้นการเคลื่อนไหวของประชาสังคมต้องหนุนให้เกิดขึ้นอย่างอิสระ ไม่ขึ้นตรงกับใคร และต้องมีความหลากหลาย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าทำคือควรมีการรับรู้ว่ากลุ่มไหนคิดอะไร ควรรับฟังมาทั้งหมด แล้วนำมาสังเคราะห์เป็นเรื่องหลักๆ ว่าสิ่งที่ประชาสังคมเสนอมีเรื่องอะไรบ้าง แล้วนำกลับไปที่สังคมจนเกิดเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นแสงเลเซอร์ทางสังคมที่ไม่มีอะไรมายุติได้ เช่น การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้วยการปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปภาษี ซึ่งถือเป็นเจตนารมณ์ทางสังคมทั้งหมด ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลจะเป็นใคร ก็จะต้องทำตามเจตนารมณ์ทางสังคม

ทั้งนี้ คนในสังคมปัจจุบันมักคุ้นเคยกับการใช้สมองส่วนหลัง คือ ใช้การต่อสู้และการเอาชนะ ตนอยากให้กลับมาใช้สมองส่วนหน้า คือ สติปัญญาให้มากขึ้น เพราะไม่มีปัญหาอะไรที่ไม่สามารถแก้ได้ ตนไม่อยากเห็นคนไทยมองทางลบว่าแก้ไม่ได้ แต่ทุกอย่างสามารถแก้ได้ด้วยคนไทยด้วยกันเอง

“ภารกิจสำคัญคือ การปฏิรูปประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างความเป็นธรรม แก้ปัญหาความยากจนเป็นหลัก ไม่ใช่การสร้างความปรองดอง เพราะหากปฏิรูปประเทศไทยได้ ความสามัคคี ปรองดองก็จะตามมาเอง ปัญหาเรื่องความเป็นธรรม การเคารพศักดิ์ศรี เป็นสิ่งสำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภาคสังคมควรเร่งสร้างกลไกในการปฏิรูป โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุน แต่กลไกต้องเป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่มีภาครัฐหรือการเมืองมาครอบงำ”

สำหรับการสร้างกลไกสามารถทำได้ โดยจัดตั้งเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อให้มีคณะทำงานแก้ปัญหา ซึ่งควรจะจัดทำแล้วเสร็จภายใน 34 เดือนนับจากนี้ และต้องมีมาตรการแก้ปัญหาที่เข้มข้นและแรงพอที่จะสร้างความเป็นธรรมกับสังคมได้ เช่น มาตรการทางภาษี การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น การสร้างสังคมสวัสดิการ ระบบยุติธรรม และระบบการศึกษา เป็นต้น ซึ่งกลไกเหล่านี้จะมีความยั่งยืนแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม

“ไม่อยากให้สังคมรอให้ภาครัฐจัดโครงการประชานิยมมาช่วยเหลือ เพราะสุดท้ายแล้วการประชานิยมจะทำลายระบบความเข้มแข็ง เพราะประชาชนจะมัวรอรับแจก รอความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยที่ตัวเองไม่ช่วยเหลือตัวเองเลย ในทางกลับกันหากส่งเสริมให้ชุมชนมีกระบวนการรวมตัวของชุมชนอย่างเข้มแข็ง จะเกิดพลังขับเคลื่อนงานทุกอย่างได้ด้วยชุมชนเอง สุดท้ายแล้วชุมชนก็จะเข้มแข็งแก้ปัญหาได้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากใคร” ศ.นพ.ประเวศ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาที่มีมากและสะสมเป็นเวลาช้านานคือ ที่ทำกิน หนี้สิน โอกาส ความยุติธรรม หลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็พยายามที่จะแก้ไข แต่บ้านเมืองวิกฤตแตกแยกก็ยิ่งรู้สึกว่าปัญหาต่างๆ จะแก้ไขได้ยาก แม้แต่การรวมตัวขององค์กรต่างๆ ในวันนี้ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบางองค์กรอยู่ แต่คิดว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นก็เป็นโอกาสในแง่มุมที่มีส่วนไม่น้อยในการกระตุ้นให้หลายคนคิดว่าจังหวะแบบนี้เป็นจังหวะที่ทำเรื่องยากๆ เหล่านี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บ้านเมืองมาถึงจุดที่คิดจะแก้ไขอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็คงไม่สามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นได้ และปัญหารุนแรงเป็นปัญหาโครงสร้างระบบ ก็ถ้าไม่แก้ก็ยากที่จะดำเนินต่อ

สำหรับเรื่องกลไกการทำงาน แม้อายุรัฐบาลไม่ยาวนาน แต่สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือการวางกลไกให้สามารถก้าวข้ามรัฐบาลได้ ซึ่งตนเองต้องปรึกษาหารือกับผู้หลักผู้ใหญ่ ส่วนชื่อบุคคลพร้อมจะพูดคุยทาบทาม ให้ทุกอย่างสรุปได้ภายใน 1 สัปดาห์ข้างหน้า ส่วนในการทำงานนี้นั้นอยากจะให้ชัดเจน 2 เรื่องคือ หนึ่ง กรอบเวลา และสอง บทบาทรัฐบาล

ทั้งนี้ ในเรื่องของเวลาบางท่านบอกว่าต้องใช้เวลา 5 ปี แต่บางเรื่องคิดว่าเป็นสิบปีก็เป็นได้ ในความรู้สึกของตนกรอบเวลา 3 ปี เป็นกรอบเวลาที่เป็นจริง คือไม่สั้นเกินไปและยาวเพียงพอ แต่ไม่มาไป ให้คนรู้สึกว่ามีความเป็นรูปธรรม อาจจะต้องมาตั้งเป้าตรงนี้ ประเด็นคือกลไกที่จำเป็น การออกไปฟังความคิดเห็น หรือสำรวจความคิดเห็น ซึ่งเข้าใจว่าแผนนี้น่าจะมีความชัดเจนไม่น่าจะเกินสิ้นปีนี้ ก็คือครึ่งปี เพื่อจะดำเนินต่อได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องแผนเสร็จก่อนจึงจะดำเนินการแก้ปัญหาได้ เพราะบางเรื่องสามารถทำได้เป็นอิสระ

อย่างไรก็ตาม ที่เป็นปัญหามากก็คือว่าแล้วภาครัฐจะวางตัวอย่างไร เพราะมีสองขั้วสุดโต่ง ขั้วหนึ่งก็บอกว่ารัฐบาลอย่ามายุ่ง การเมืองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา อย่ามาชี้นำ ก็เหมือนกับพวกผมอย่าทำอะไรมาก อาจจะรอฟังรับคำสั่งอย่างเดียว อีกขั้วหนึ่งก็จะบอกว่าเป็นฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้บริหารจะไม่ทำอะไรเลยหรือ ไม่มีความคิดทำเองเลยหรือ ความเป็นจริงคือเราต้องทำไปด้วยกัน

แม้หลายท่านจะรังเกียจกระบวนการทางการเมืองหรืออำนาจรัฐ การแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะอย่างไรท่านก็ต้องใช้กระบวนการทางการเมือง หรืออำนาจรัฐ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาที่ดิน หลายพื้นที่อยากให้แก้ภายใน 34 เดือน และโฉนดชุมชนที่ได้ข้อยุติเบื้องต้นก็กำลังเดินอยู่ แต่ผมจะขอเรียนว่าเราจะไม่เดินหน้าทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่ฟังเสียง และคิดว่าเราเป็นเจ้าของ ความสำเร็จเป็นของประชาชน ก็จะยึดถือหลักการนี้ในการเดินไปข้างหน้า และยืนยันว่าจะเร่งผลักดันภายใน 1 สัปดาห์

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน