
พุทธะอิสระยื่นสปช.-รัฐบาลสอบทรัพย์สินมส.-ธรรมกาย
พระพุทธะอิสระเข้ายื่นหนังสือต่อกก.ปฏิรูปสปช.ให้ตรวจสอบทรัพย์สิน กรรมการมหาเถรฯ-วัดพระธรรมกาย พร้อมให้ตั้งองค์คณะพิทักษ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา
พระพุทธะอิสระเข้ายื่นหนังสือต่อกก.ปฏิรูปสปช.ให้ตรวจสอบทรัพย์สิน กรรมการมหาเถรฯ-วัดพระธรรมกาย พร้อมให้ตั้งองค์คณะพิทักษ์คุ้มครองพระพุทธศาสนา
เมื่อวันที่ 23 ก.พ. เวลา 9.00น. พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม เข้ายื่นหนังสือถึงนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบทรัพย์สิน เส้นทางเงินของกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)ทุกรูป รวมถึงเส้นทางเงินและทรัพย์สินของวัดพระธรรมกาย พระเทพญาณมหามุนี หรือ ธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย
รวมทั้งตรวจสอบทรัพย์สินของเจ้าคณะพระสังฆาธิการทุกวัดอย่างละเอียด และทรัพย์สินของวัดพระธรรมกาย รวมถึงขอให้ตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณ การใช้งบประมาณของมหาเถรสมาคม มหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้งของธรรมยุติและมหานิกายอย่างละเอียด ตรวจสอบทรัพย์สินของคนใกล้ชิดเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และเจ้าคณะทุกระดับชั้นอย่างละเอียด และขอให้รื้อฟื้นคดีของวัดพระธรรมกายขึ้นมาพิจารณาใหม่ รวมถึงขอให้จัดตั้งองค์คณะพิทักษ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย
พระพุทธะอิสระ กล่าวว่า เห็นความอ่อนแอในการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สอดคล้องตามหลักธรรมวินัย เพราะมติอัปยศที่แสดงออกมาจากมหาเถรสมาคมทำให้สังคมคลางแคลงใจ มหาเถรสมาคมแต่ละรูปพรรษามากแล้ว โดยเฉพาะวัดปากน้ำ ภาษีเจริญอายุจะ 90 แล้ว การทำงานอาจจะไม่ทันเกมของฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายผู้ละเมิดพระธรรมวินัย ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา เดินทางไปวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เห็นพระรูปหล่อด้วยทองคำน้ำหนัก 1 ตัน เป็นรูปหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ที่วัดพระธรรมกายเป็นผู้มอบให้สมเด็จวัดปากน้ำ เนื่องในงานวันเกิด จึงอยากให้คณะกรรมการฯตรวจสอบ ทรัพย์สินนี้ว่าได้มาก่อนเกิดคดีหรือหลังเกิดคดี ซึ่งหากได้มาหลังเกิดคดีเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และเป็นการนำมาซึ่งการวินิจฉัยว่าหลวงพ่อธัมมชโยไม่ผิดหรือไม่
“ขอให้คณะกรรมการปฏิรูปฯดำเนินการพิจารณา เพราะสมควรแล้วที่ศาสนจักรจะต้องปฏิรูป นอกจากนี้ขอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟ้องเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการใช้งบประมาณของมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่งด้วย คือ มหามงกุฎ กับมหาจุฬา เพราะได้ข่าวว่ามีการเบิกใช้งบประมาณเหมาเครื่องบินไปดูงานที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา หรือปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยจากนี้จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล และพูดคุยกับม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเดินทางไปกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้รับคดีของวัดพระธรรมการเป็นคดีพิเศษ”พระพุทธะอิสระ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการฯ เรื่องนี้เป็นประโยชน์ในการนำไปศึกษาวิเคราะห์ เพื่อกำหนดแนวทางต่อไป เราพร้อมน้อมรับเพื่อนำไปสู่ที่ประชุม
จากนั้น พระพุทธะอิสระเข้าหารือกับนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. ที่ห้องทำงานโดยใช้เวลาหารือประมาณ 45 นาที ก่อนออกมาแถลงว่าจากการหารือกับนายเทียนฉาย มีความเห็นตรงกันว่าจะต้องมีการปฏิรูปศาสนา โดยเฉพาะการทำงานของมหาเถรสมาคมซึ่งจะต้องมีบุคคลากรเข้าไปช่วยเหลือในการทำงาน ตรวจสอบเพื่อให้รวดเร็ว โดยเพราะคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพุทธศาสนา เช่น กรณีวัดพระธรรมกาย เป็นต้น
ทั้งนี้ เนื่องจากอดีตที่ผ่านมามีหลายคดีที่มาหาเถรสมาคมทำการตรวจสอบโดยเข้าถึงได้ยาก และล่าช้า เช่น กรณีภาวนาพุทโธ พระยันตระ และหลวงปู่เณรคำ ซึ่งเรื่องทั้งหมดกว่าจะมาถึงมหาเถรสมาคมล่าช้า ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ซึ่งจากการหารือนายเทียนฉายก็รับฟังและเห็นด้วยในหลายประเด็นและเห็นว่าการปฏิรูปศาสนามีความสำคัญเป็นประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ การปฏิรูปจะสำเร็จเราต้องสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดความถูกต้อง และการเคลื่อนไหวของตนในครั้งนี้ไม่คิดว่าจะให้คณะสงฆ์เหมือนการแตกแยกเหมือนการร่างรัฐธรรมนูญในปี 40 ที่มีคณะสงฆ์ออกมาเรียกร้องสถานภาพของสงฆ์ แต่การเรียกร้องครั้งนี้ต้องการให้กลับไปสู่หลักคิดเดิม รากเหง้าเดิมของพระพุทธศาสนา เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยก
พระพุทธะอิสระ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้ขัดกฎอัยการศึก เพราะขออนุญาตก่อนแล้ว และทุกครั้งที่จะทำอะไรก็ขออนุญาตก่อนตลอด
เมื่อถามอีกว่ากรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กต่อต้านการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวว่า “อย่าไปสนใจเขาเลย ปล่อยให้เขาหากินกับอ่าง พวกแมงดา”
จากนั้นเวลาประมาณ 12.30 - 12.45 น. พระพุทธอิสระ พร้อมคณะจะเข้าพบยื่นหนังสือร้องเรียนกรณีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและมติของกรรมการมหาเถรสมาคมกับกรณีดังกล่าว ต่อนายกรัฐมนตรี ผ่าน ม.ล. ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ณ ศูนย์บริการประชาชน ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารสำนักงาน ก.พ.







