posttoday
มโนภาพแห่งชีวิต

มโนภาพแห่งชีวิต

22 กุมภาพันธ์ 2558

มีเรื่องเล่าอยู่ชุดหนึ่งซึ่งให้แง่คิดเรื่องการใช้ชีวิต บ้างว่า เป็นนิทานเซน บ้างว่าเป็นเรื่องเล่าร่วมสมัยเพื่อให้กำลังใจผู้คน

โดย...ภัทระ คำพิทักษ์

มีเรื่องเล่าอยู่ชุดหนึ่งซึ่งให้แง่คิดเรื่องการใช้ชีวิต บ้างว่า เป็นนิทานเซน บ้างว่าเป็นเรื่องเล่าร่วมสมัยเพื่อให้กำลังใจผู้คน จะเป็นมาแบบไหนก็ตาม แต่ท้องเรื่องเหมือนกันหมดดังนี้

เศรษฐีคนหนึ่งเห็นยาจกคนหนึ่งตกปลาอยู่ริมทะเล จึงเดินเข้าไปเอ่ยปากถามว่า “เจ้าทำไมไม่คิดหาวิธีที่จะตกปลาให้ได้มากกว่านี้ เช่นว่าซื้อเรือมาสักลำ”

ยาจก ตอบว่า “ทำไมข้าจะต้องทำอย่างนั้น”

เศรษฐีชี้ทางที่เชื่อว่าสว่างให้ด้วยความหวังดีว่า “ถ้าหากเจ้าซื้อเรือ เจ้าก็จะออกไปตกปลาได้ไกลกว่านี้ ที่นั่นย่อมมีปลามากกว่านี้”

ยาจก ถามว่า “หลังจากนั้นล่ะ?”

เศรษฐีไขปริศนาว่า “จากนั้นเจ้าก็นำเงินที่ได้จากการตกปลาไปซื้อเรือที่ใหญ่กว่านี้ ไปตกในที่ลึกกว่านี้ ย่อมจะได้ปลามากกว่านี้”

ยาจก กังขาว่า “แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”

เศรษฐีบอก “หลังจากนั้นเจ้าก็จะตกปลาที่นี่อย่างหมดความกังวลใดๆ” ยาจกเลยตอบด้วยความฉงนฉงายในความยุ่งยากซับซ้อนที่เศรษฐีคิดให้ว่า “ตอนนี้ข้าก็ตกปลาอยู่นี่ไง และไม่มีความกังวลใดๆ ด้วย แล้วทำไมต้องทำอะไรอย่างนั้นด้วย”

การสอบทานความคิด หรือไล่ทวนความคิดของตนเองนี้มีความสำคัญมาก เพราะพระท่านว่า จิตที่ยังไม่บริสุทธิ์นั้นถึงจะคิดดีอย่างไร บางทีมันก็หลอกลวงเจ้าของจิตนั้นเอง

วิธีการคล้ายคลึงกันนี้ ปรากฏอยู่ในประวัติท่านพ่อลี ธัมมธโร วัดป่าคลองกุ้ง ว่า เมื่อมาจำพรรษาอยู่ใน กทม. วันหนึ่งก็เกิดความคิดขึ้นในใจว่า  “ถ้าเราอยู่ในพระนครนี้เราต้องสึก ถ้าเราจะไม่สึก เราต้องออกจากพระนครไปอยู่ป่า”

ท่านตรึกอยู่ในอารมณ์ทั้งสองนี้ทั้งกลางวันและกลางคืน

วันหนึ่งเมื่อขึ้นไปบนยอดพระเจดีย์วัดสระปทุมแล้ว นั่งภาวนาอยู่ในโพรงเจดีย์ เข้าสมาธิพิจารณาว่า “จะอยู่หรือเราจะสึก” ก็นึกขึ้นในใจว่า “อยากจะสึกมากกว่า”

ในอัตชีวประวัติของท่านบันทึกไว้ว่า...

...จึงได้ซักซ้อมสร้างมโนภาพสอบถามตัวเองว่า “ที่นี่เราอยู่ขณะนี้มีบ้านสวยๆ ถนนงามๆ คนมากๆ เจริญรุ่งเรืองไปเสียทุกอย่าง เมืองนี้เขาเรียกว่าเมืองอะไร”

ตอบได้ว่า “พระนคร อันเป็นเมืองสวรรค์ของมนุษย์”

ได้ไต่ถามไปถึงบ้านเกิดเมืองนอนของเราเองว่า “เราเกิดที่ไหน”

ตอบได้ว่า “เราเกิดที่บ้านหนองสองห้อง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นคนบ้านนอก แล้วเวลานี้เราได้เข้ามาอยู่ในเมืองพระนคร แล้วก็นึกอยากจะสึก”

ถามตัวเองว่า “เราอยู่บ้านนอกของเราเอง เรากิน เรานอน เรานุ่งห่มอย่างไร? บ้านช่องถนนหนทางเป็นอย่างไร? ทำอาชีพอะไร?”

ก็นึกได้ทุกอย่างว่ามันไม่เหมือนพระนครสักอย่างเดียว

เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะมานั่งนึกคิดห่วงความเจริญของเขาทำไม?

ก็นึกตอบในใจขึ้นว่า

“คนที่อยู่ในพระนครเขาก็มิใช่เทวบุตรเทวดาอะไร? เขาก็คน เราก็คน ทำไมเราจะทำตนให้เหมือนเขาไม่ได้”

ก็ได้ไล่เรียงไต่ถามจิตใจตนเองอยู่อย่างนี้เป็นเวลาหลายวัน

วาดฝันสึกไปมีเมียมีลูก

ในที่สุดก็ตกลงปลงใจว่า คนอื่นที่เขาจะสึกเขาต้องเตรียมเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มและทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราจะไม่ทำเช่นนั้น เราควรเตรียมอย่างอื่น คือ “คนดีๆ ลูกเจ้าขุนมูลนาย มีทรัพย์สินเงินทอง พร้อมทั้งรูปร่างหน้าตาดี จะต้องอยู่โรงเรียนชั้นดี เช่นโรงเรียนหลังวัง โรงเรียนแหม่มโคล เราจะคอยสังเกตดู เมื่อพบลักษณะหญิงที่ต้องตาอย่างที่วาดฝันเอาไว้ เราก็จะพยายามเดินสวนทางกับเธอทุกๆ วัน พร้อมกับโยนจดหมายเล็กๆ ที่เขียนข้อความกินใจไปให้เธอ เพียรทำอย่างนี้อยู่หลายๆ วันก็จะได้รู้จักและได้สนทนากัน

ในที่สุดเมื่อเหตุการณ์สุกงอม เราทั้งสองจะเกิดความรัก ความเมตตาปรานีต่อกันและกัน และแล้วความรักก็จะหวานฉ่ำได้แอบร่วมหอลงโรงเป็นสามีภรรยากัน หลังจากนั้นเมื่อพ่อแม่ฝ่ายหญิงทราบเรื่องเข้าก็ไม่พอใจ ขับไล่เธอออกจากบ้าน เราทั้งสองจึงพากันหนีไปเช่าห้องแถวครองรักกันอยู่ที่ประตูน้ำสระปทุม ตั้งใจร่วมกันว่า จะทำความดีให้พ่อแม่เธอพอใจและยอมรับ

ภรรยาได้ทำงานที่เดียวกันกับเรา เงินเดือนดี การเงินการทองก็ไม่เดือดร้อน เราพยายามหาซื้อสิ่งของที่ดีๆ ของกินที่ดีๆ ไปให้พ่อแม่ของเธอจนท่านพอใจ จึงเรียกเราทั้งสองเข้าไปอยู่ร่วมในบ้าน นึกดีใจว่าเราจะต้องได้รับมรดกแน่ๆ แต่พออยู่ร่วมกันไปนานๆ เข้า ท่านเกิดไม่พอใจขับไล่เราและภรรยาออกจากบ้าน

เราทั้งสองต้องเดินคอตกกลับไปอยู่ห้องเช่าตามเดิม ตอนนี้ภรรยาเริ่มตั้งครรภ์ กลัวภรรยาจะต้องทำงานหนัก จึงจ้างคนใช้ 1 คน พอใกล้คลอดบุตร ภรรยาก็ต้องหยุดงาน เงินทองก็ต้องใช้จ่ายสารพัด แต่มาจากเงินเดือนที่เราทำงานเพียงคนเดียว ภรรยาคลอดบุตรออกมา ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ต่อมาภรรยาก็ป่วย ค่าหมอก็ยิ่งสิ้นเปลืองเข้าไปอีก

ในที่สุดเธอก็ป่วยหนักจนตายจากเราไป ทิ้งลูกน้อยกำพร้าแม่ไว้ให้เราเลี้ยง 1 คน

ทีนี้ทำอย่างไรดี คิดๆๆๆ เออ...เราต้องจ้างแม่นมมาเลี้ยงบุตร เขาเป็นคนชั้นต่ำ แต่ก็เลี้ยงดูลูกเราเป็นอย่างดี จนทำให้เราเกิดความรักสงสาร แล้วก็ได้แม่นมเป็นภรรยาใหม่ เรารู้สึกผิดหวังที่ทำอะไรไม่ได้อย่างที่ใจหวังไว้แต่เดิม

ต่อมาภรรยาใหม่ก็คลอดบุตรอีก 1 คน ทีนี้เขาเปลี่ยนไป คือ ไม่รักบุตรที่เกิดจากภรรยาเก่าของเรา ลูกๆ ก็ทะเลาะเบาะแว้งกันเสมอ

ในที่สุดเราทั้งสองก็หย่าร้างกันไป เราผิดหวังเสียใจไปหมดเสียทุกสิ่งทุกอย่าง พยายามฝืนคิดสู้ต่อไปอีกว่า เราบวชใหม่ดีกว่า พอนึกได้เช่นนี้ ความอึดอัด อัดอั้นตันใจ ก็พลันหายไปสิ้น รู้สึกสบายตัวเหมือนลอยอยู่ในอากาศ...

ท่านพ่อลี ว่า พอปล่อยวางจิตออกจากมโนภาพที่วาดฝันไว้เช่นนั้นแล้ว ใจที่คิดอยากจะสึกก็พลันหายไปสิ้น

ชีวิตดัดแปลงได้และสร้างชีวิตได้ อยากได้ อยากเป็นแบบไหน ลองสอบสวนทวนความดูเอาครับ

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล