posttoday
ฟราวเอนเคียเช่อ-เฉียนเหมิน บูรณะด้วยความต่าง

ฟราวเอนเคียเช่อ-เฉียนเหมิน บูรณะด้วยความต่าง

22 กุมภาพันธ์ 2558

เดรสเดน คือเมืองในเยอรมนีที่ถูกโจมตีอย่างหนักเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2

โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์

เดรสเดน คือเมืองในเยอรมนีที่ถูกโจมตีอย่างหนักเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2

กล่าวได้ว่าหากไม่มีการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ เดรสเดนคือเมืองที่ถูกย่ำยีจนแหลกลาญที่สุดในสงครามโลกครั้งนี้

แม้เมืองทั้งเมืองจะราบเป็นหน้ากลอง แต่ปัจจุบันเดรสเดนเป็นเมืองที่สวยงาม น่าอยู่ และเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจและความผูกพันของชาวเยอรมัน

ในเมืองเดรสเดนมีโบสถ์ๆ หนึ่งชื่อว่า ฟราวเอนเคียเช่อ (Frauenkirche) สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 โบสถ์หลังนี้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไม่ต่างกับส่วนอื่นๆ ของเมืองเดรสเดน คือพังราบเป็นหน้ากลอง แต่หากไปเยือนเดรสเดนทุกวันนี้จะเห็นโบสถ์หลังนี้สมบูรณ์ดี บนผนังจะมีหินทรายสีดำก้อนเล็กๆ เรียงแทรกอยู่

แท้จริงแล้ว อิฐเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของซากของโบสถ์นี้เมื่อครั้งสงคราม และกว่าชาวเยอรมันจะได้โบสถ์หลังนี้กลับคืนมาจากซากปรักหักพังก็ใช้เวลากว่า 60 ปี

ช่วงระยะเวลาแรกโบสถ์หลังนี้ถูกทิ้งให้เป็นซากปรักหักพัง เพราะการบูรณะจะใช้งบประมาณสูงมาก ภาครัฐจึงไม่ได้เข้ามาจัดการ แต่ในที่สุดชาวเมืองก็เริ่มเรียกร้องให้บูรณะโบสถ์หลังนี้ขึ้นมาใหม่ เริ่มจากการเรียกร้องโดยชาวเมืองเดรสเดน จนคณะโบสถ์แห่งแซกซอนนีเข้ามาเป็นผู้ออกเงินทุน รวบรวมเงินบริจาค จนภาครัฐเข้ามาร่วมด้วย

ในที่สุด โบสถ์ฟราวเอนเคียเช่อจึงค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัว หินทุกก้อนบนซากที่ยังคงเหลืออยู่ถูกบันทึกและนำลงมา แล้วค่อยก่อกลับขึ้นไปใหม่ ก้อนหินเก่าที่ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้จะถูกวางแทรกตัวในตำแหน่งดั้งเดิมกับหินก้อนใหม่ที่เข้าทดแทนส่วนที่เสียหาย

ทุกอย่างทำกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพียงแต่มีเป้าไว้ว่าโบสถ์นี้จะต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิม โบสถ์หลังนี้ใช้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มบูรณะจนเสร็จทั้งสิ้น 11 ปี (1994-2005) ขอบฟ้าเมืองเดรสเดนจึงค่อยๆ ปรากฏฟราวเอนเคียเช่อขึ้นมาอีกครั้ง

ก้อนหินดำไหม้จากซากเดิมถูกแทรกเอาไว้ให้เป็นที่ระลึกและเป็นตัวเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของเมือง ผู้มาเยือนโบสถ์นี้ล้วนตั้งคำถามกับหินสีดำบนผนังโบสถ์ เปิดโอกาสให้เล่าเรื่องราว รวมทั้งเตือนความทรงจำชาวเมืองเดรสเดนไปพร้อมๆ กันว่าครั้งหนึ่งมีความทรงจำถึงโบสถ์นี้ก่อนสงคราม ผ่านความโหดร้ายท่ามกลางสงคราม และการค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่ของบ้านเมืองหลังสงคราม

ทุกวันนี้โบสถ์ฟราวเอนเคียเช่อคือหนึ่งในโบสถ์โด่งดัง และเป็นความภาคภูมิใจของชาวเยอรมัน

ปักกิ่ง มหานครอันรุ่งเรืองของเอเชีย

ในยุคก่อนสงครามฝิ่น ปักกิ่งคือศูนย์กลางอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งตะวันออกไกล

เมื่อผ่านสงครามฝิ่น สงครามจีน-ญี่ปุ่น และสงครามกลางเมือง อำนาจของปักกิ่งถดถอยไปพร้อมๆ กับซากปรักหักพังจากสงครามยืดเยื้อ

ประตูเฉียนเหมิน คือความภาคภูมิใจของเมืองปักกิ่ง สร้างขึ้นในช่วงสมัยราชวงศ์หมิง ในปี ค.ศ. 1439 และใช้งานต่อเนื่องมาจนถึงราชวงศ์ชิงจนถึงยุคปัจจุบัน ที่จริงคำว่าเฉียนเหมินเป็นชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการ เฉียนเหมินแปลว่าประตูหน้า ที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะเฉียนเหมินคือประตูหน้าของเมืองปักกิ่ง ประกอบด้วยหอธนู และประตูเจิ้งหยางเหมิน เชื่อมถึงกันด้วยกำแพงเมืองล้อมกรอบเป็นประตู 2 ชั้น เรียงตัวในแกนเหนือใต้มุ่งสู่พระราชวังต้องห้าม

สองฟากซ้ายขวาของประตูนี้เคยเป็นกำแพงเมืองปักกิ่งล้อมรอบตัวเมืองเอาไว้ แต่ด้วยการปรับปรุงพัฒนาการคมนาคมของเมือง ตอนนี้หอธนูและประตูเจิ้งหยางเหมินจึงไม่มีกำแพงเมืองเชื่อมต่อถึงกันอีกต่อไป แต่ถูกตัดออกจากกันด้วยถนนเส้นใหญ่ขนานไปกับแนวกำแพงเมืองเก่าแทน

ประตูเฉียนเหมินก็ไม่ต่างกับสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในเมืองปักกิ่ง ที่ล้วนเสียหายจากสงครามอันยืดเยื้อ

เฉียนเหมินคือหน้าตาของการท่องเที่ยวปักกิ่ง คือแหล่งท่องเที่ยวที่คนไปเยือนปักกิ่งพลาดไม่ได้ บริเวณประตูเฉียนเหมินนอกจากตัวหอธนูและประตูเจิ้งหยางเหมินแล้ว ยังมีทั้งถนนคนเดิน ร้านรวงมากมาย บนหอเจิ้งหยางเหมินเป็นที่ขายปี๋เซี้ย (สัตว์มงคลในคติจีน) หยกเพื่อตอบสนองการท่องเที่ยวและทัวร์ขายของ การปรับปรุงหลายต่อหลายครั้งทำให้เฉียนเหมินใหญ่ขึ้น อลังการขึ้น แต่เฉียนเหมินทุกวันนี้มีรูปร่างต่างไปจากอดีตเรียบร้อยแล้ว ไม่เพียงแต่ขนาดที่ใหญ่ขึ้น แม้กระทั่งเทคนิคการก่อสร้าง หรือวัสดุก็ถูกเปลี่ยนเข้าแทนที่ของเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก การปรับปรุงแต่ละทีของเฉียนเหมินต้องทำให้สวยขึ้น ดีขึ้น และที่สำคัญทำอย่างรวดเร็ว

ไม่มีเวลามานั่งหาอิฐชนิดเดิม หรือเรียงอิฐแบบดั้งเดิม

คำสั่งตรงจากรัฐบาลกลางต้องรวดเร็ว กระชับ และเห็นผลใน 3 ปี 5 ปี

การปรับปรุงบางครั้ง ปรับปรุงด้วยทัศนคติที่ว่าของเดิมเล็กไปไม่อลังการเท่าขยายให้ใหญ่โตขึ้น ชาวปักกิ่งดั้งเดิม กับชาวปักกิ่งรุ่นใหม่ มีความทรงจำของประตูเฉียนเหมินคนละชุดกันเราเห็นอะไรในสองสถานที่นี้บ้าง...

ทุกสิ่งทุกอย่างมีมูลค่าเสมอ ความเร่งรีบในการแก้ปัญหา อยากเห็นผลไวๆ อาจต้องแลกด้วยความฉาบฉวย และไร้ซึ่งความผูกพันอย่างแท้จริง

ตรงกันข้ามเรื่องสำคัญที่ไม่เร่งด่วน รีบเร่ง แม้ไม่เห็นผลทันที ชี้วัดไม่ได้ด้วยจำนวนเงิน กำหนดไม่ได้ด้วยปฏิทินหรือนาฬิกา หรือจำนวนนักท่องเที่ยวในเวลา 3 ปี 5 ปี กลับได้มาซึ่งความผูกพันของชาวเมือง ทั้งในมิติปัจจุบัน และย้อนกลับไปผูกพันถึงอดีต

อะไรยั่งยืนกว่ากัน เฉียนเหมิน มีโอกาสแกว่งตัวเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้อีกหลายต่อหลายครั้ง อลังการขึ้น หรือจะย้อนกลับไปแบบเดิม เพราะเฉียนเหมินในปัจจุบันไม่ได้เคยอยู่บนหลักการสร้างความผูกพันกับประวัติศาสตร์เดิม แต่ผูกพันกับผลระยะใกล้มากกว่า

เราจะแก้ปัญหาสังคมกันแบบเฉพาะหน้า โดยไม่สนใจการค่อยๆ เรียงอิฐขึ้นแต่ละก้อนบ้างเลยละหรือ เราใจร้อนกันขนาดที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องสำเร็จภายใน 3 ปี 5 ปี ต้องวัดค่าได้ ต้องเห็นผลได้ตามกระแสเรียกร้องกันอย่างเดียวจริงๆ หรือ?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท