
เปิดใจ'วันชัย' ไม่เจรจา ปัญหาไม่จบ
ระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เราใส่ความรักให้แก่กัน ใส่ความเกลียดให้แก่กันจนทำให้คนบ้านนี้เมืองนี้มันแตกแยก ผมถึงบอกว่าเวลาใครมีอำนาจแล้วต้องสร้างความปรองดองให้ได้
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย, จักรวาล สาเหล่ทู
กลายเป็นประเด็นที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยู่ไม่น้อยภายหลัง “วันชัย สอนศิริ” สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอแนวทางการสร้างความปรองดองแบบไม่เหมือนใครด้วยการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเจรจากัน
แนวทางดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย แต่ที่น่าสนใจ คือ ทำไมอาจารย์วันชัย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็น สว.สรรหาที่เคยเป็นฝ่ายตรวจสอบรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ถึงได้เสนอแนวทางการสร้างความปรองดองเช่นนี้
อ.วันชัย ยืนยันกับ โพสต์ทูเดย์ ว่าการเสนอให้อดีตนายกฯ ทั้งสองคนคุยกันมาจากความคิดของตัวเองล้วนๆ ไม่ได้มาจากการถามนำของผู้สื่อข่าวและมั่นใจแนวทางนี้สามารถมีทางเป็นไปได้เหมือนกับกระบวนการไกล่เกลี่ยในศาล
“ต้องดูก่อนว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นความเลวร้ายหรือเปล่า มาจากส่วนชั่วของหัวใจหรือเปล่า มีใครไปติดสินบนหรือมีใครจ้างบอกให้เรามาพูดหรือเปล่า แล้วก็ดูว่าสิ่งที่เราทำมันดีหรือชั่ว หรือไม่เป็นประโยชน์ เมื่อผมพิจารณาแล้วทั้งหมดก่อนตอบไม่ได้พูดไปตามใครถามโน่นนี่ทั้งสิ้น”
อ.วันชัย ระบุว่า “จากการที่เป็นทนายความมาทั้งชีวิตเห็นการเจรจาไกล่เกลี่ยในศาลมาตลอด มันจบได้ด้วยการพูดคุยและเจรจากัน บางเรื่อง 3 ปี 2 ปี 6 เดือน เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขณะนี้มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ท่านต้องเริ่มต้นไม่ต้องรอ สปช.ไม่ต้องรอใครร่างกฎหมาย คนที่ขัดแย้งทางการเมือง คือนักการเมือง ทะเลาะกันในสภาแล้วก็ไปลากชาวบ้านรากหญ้ามาทะเลาะด้วย ถามจริงๆ ว่าชาวบ้านอยากจะทะเลาะด้วยไหม นี่เป็นคำอธิบาย พวกเขาไม่ได้อยากจะทะเลาะกันหรอก”
แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาในคดีทุจริต การไกล่เกลี่ยจะสามารถทำได้อย่างไร?อ.วันชัย ตอบเสียงดังฟังชัดว่า “เรื่องของการเมืองนะคุณ เหนือกว่าเรื่องของศาล การเมืองเนี่ยเป้าหมายเพื่อต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อยในแผ่นดินนี้ ศาลนั้นเป็นเพียงตัวอย่าง กรณีหนึ่งที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน อีกฝ่ายหนึ่งบอกคุณผิด อีกฝ่ายหนึ่งบอกเขาไม่ผิด คุณต่างหากที่ผิด แต่ยังไม่ได้ตัดสิน อันนี้ถูกต้อง แต่เรื่องการเมืองนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของสิ่งที่เรายึดเหมือนกับแนวทางของศาลเป็นตัวตั้ง”
“การเมืองนั้นเขานึกถึงความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ การกระทำของคณะรัฐประหารคุณว่าถูกกฎหมายหรือไม่ ไม่ถูก แต่ทำไมเขาถึงทำ เพราะเป้าหมายอันสำคัญก็คือต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อยในแผ่นดินนี้ แม้ไม่ถูกกฎหมาย เขายังต้องทำเลย เพราะฉะนั้นการเมืองเป็นเรื่องที่เหนือกว่ากระบวนการยุติธรรมปกติ แต่เป้าหมายใหญ่ทำอย่างไรให้ประเทศนี้สงบร่มเย็น” อ.วันชัย ระบุเสียงเข้ม
อ.วันชัย อธิบายเพิ่มว่า “ถ้าคุณจะไปรอเลือกตั้งแล้วค่อยปรองดอง ผมยังมองไม่ค่อยเห็นนะ เพราะทุกคนใน สปช.พูดเหมือนกันหมดว่า เมื่อเลือกตั้งเสร็จก็กลับมาเหมือนเดิม ตกลงเราปฏิรูปอะไรกัน ปฏิวัติทำไม เสียของเสียเวลา ทุกคนวิตกว่าการเมืองจะถอยกลับไปสู่สถานการณ์แบบก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557
“ถ้าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์เริ่มเลย บอกว่าผมอยากคุยกับ กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ภูมิใจไทย ชาติไทย ชาติพัฒนา นปช. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่าจะร่วมกันพัฒนาประเทศกันอย่างไร เมื่อได้ข้อเสนอต่างๆ จากหลายฝ่ายก็เล่าให้ประชาชนฟังว่ามีอะไรบ้าง อะไรที่ตกลงกันได้ก็ว่าไป อะไรที่ตกลงไม่ได้ก็ค้างไว้ ซึ่งวิธีนี้ศาลก็ใช้เหมือนกัน อะไรตกลงกันได้ทำเลย อะไรที่ตกลงไม่ได้ก็รอ บางทีวันเวลาและอายุที่ผ่านไป มันทำให้เกิดการตกลงได้ แล้วถ้าท่านเริ่มเสียวันนี้ มันจะทำให้ประชาชนมีความหวัง”
อดีต สว.สรรหารายนี้ ยืนกรานว่าข้อเสนอดังกล่าวของตัวเองไม่ใช่ข้อเสนอใหม่ เพราะเคยเสนอมาตั้งแต่สมัยตัวเองเป็น สว.ต่อรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่เวลานั้นกลับไม่ได้รับการตอบสนองเท่าใดนัก จึงเห็นเวลานี้มีความเหมาะสมกับการสร้างกระบวนการเจรจากันในทางการเมือง เพื่อยุติปัญหาทั้งหมด
“ผมพูดในสภาในวันที่คุณยิ่งลักษณ์มาแถลงนโยบาย หรือแถลงงบประมาณผมจำไม่ได้ โดยเสนอว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ขณะนี้คุณชนะการเลือกตั้ง มีอำนาจทั้งหมดอยู่ในมือ โครงการที่คุณนำเสนอทุกนโยบายนั้น จะเลิศหรูอลังการแบบไหน ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยถ้าคุณทำเรื่องปรองดองไม่สำเร็จ คุณต้องเริ่มเสียตั้งแต่วันนี้ ผมพูดมาแล้ว นั่นแปลว่าจุดยืนผมไม่เปลี่ยน”
จบท้ายการสนทนาด้วยคำถามเกี่ยวกับผลกระทบส่วนตัวของ อ.วันชัย ภายหลังเสนอแนวทางการสร้างความปรองดอง โดย อ.วันชัย เปิดเผยว่า “มีบางคนโทรมานู่นนี่นั่น ถ้อยคำประมาณว่า คุณต้องรู้นะว่าสถานการณ์ของบ้านเมืองตอนนี้มันเป็นอย่างไร ทำไมคุณคิดแบบนี้ ยิ่งในเฟซบุ๊กด่าสารพัดเยอะแยะไปหมด”
“จากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมเกิดความคิดว่า โอ้โห คนเราเวลารักใครก็รักแบบไม่ลืมหูลืมตาไม่หาเหตุผล เวลาเกลียดใครก็เกลียดแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ชนิดว่าไม่ต้องคิดอะไร แค่ได้ยินชื่อหน่อยก็เกลียดเลย โดยไม่ได้ดูเนื้อใน ระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เราใส่ความรักให้แก่กัน ใส่ความเกลียดให้แก่กันจนทำให้คนบ้านนี้เมืองนี้มันแตกแยก ผมถึงบอกว่าเวลาใครมีอำนาจแล้วต้องสร้างความปรองดองให้ได้ ถ้าทำให้คนในชาตินี้เริ่มรักและปรองดองกันไม่ได้ เสียของเสียเวลาจริงๆ” อ.วันชัย ทิ้งท้าย







