posttoday
3 เดือน สนช.

3 เดือน สนช.

20 กุมภาพันธ์ 2558

เป็นเวลากว่า 5 เดือนที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่สมาชิกได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

เป็นเวลากว่า 5 เดือนที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่สมาชิกได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในกระบวนการรัฐสภาไทย อันได้แก่ การทำหน้าที่แทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และวุฒิสมาชิก (สว.)

ข่าวคราวการทำงานของ สนช.ที่สื่อมวลชนแขนงต่างๆ ที่ได้เสนอออกมาต่อสาธารณชนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดความรู้สึกต่อการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติของ สนช. ออกมา 2 ฝ่ายด้วยกัน คือ

ฝ่ายที่หนึ่งเกิดความรู้สึกถึงการทำหน้าที่ที่ได้ประสิทธิภาพของ สนช. ในแง่ของการพิจารณาออกกฎหมาย เพราะได้ใช้เวลากับกระบวนการออกกฎหมายที่กระชับจึงสามารถออกกฎหมายได้หลายฉบับ อีกฝ่ายหนึ่งมองว่า สนช.นั้นได้ทำหน้าที่เป็น “สภาตรายาง” ด้วยเพราะการใช้ระยะเวลาในการพิจารณาที่กระชับเช่นกัน และการทำหน้าที่ในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของ สนช.ก็ยังไม่ปรากฏเด่นชัด

อย่างไรก็ดี เพื่อให้การประเมินการทำหน้าที่ของ สนช. ในฐานะสภาฝ่ายนิติบัญญัติเป็นไปอย่างยุติธรรม การเปรียบเทียบการทำหน้าที่กับ สส. ในรัฐบาลก่อนหน้า (สส. ชุดที่ 23 ทั้งในส่วนของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน (นายกฯ สมัคร) และพรรคประชาธิปัตย์(นายกฯ อภิสิทธิ์) และ สส.ชุดที่ 24 (นายกฯ ยิ่งลักษณ์) ในประเด็นของการพิจารณาออกกฎหมาย การออกเสียงลงมติ และเรื่องที่ผ่านเข้าสู่การพิจารณาในสมัยประชุมเป็นเรื่องจำเป็น

นับถึงเวลาในขณะนี้ (ม.ค. 2558) การทำงานของ สนช. ก็เป็นเวลาเพียง 5 เดือนตั้งแต่มีการประชุม สนช. ครั้งแรกในเดือน ส.ค. 2557 แต่ข้อมูลที่จะนำมาเปรียบเทียบนั้นจะช่วงเวลาเริ่มต้นของการทำหน้าที่ ซึ่งในที่นี้จะใช้ข้อมูลการทำงานในช่วง 3 เดือนแรกของการทำงาน เพราะในทางการเมืองนั้น ช่วงเวลา 3 เดือนแรกของการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นถือเป็นช่วงเวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์

ประเด็นแรกของการเปรียบเทียบการทำงานด้านนิติบัญญัตินั้น คือ การทำหน้าที่พิจารณากฎหมายในช่วง 3 เดือนแรกของแต่ละสมัยสภา จะเห็นได้ว่าจำนวนกฎหมายที่เข้าพิจารณาในสมัยการประชุมของ สนช. นั้นมากกว่าการทำหน้าที่ของ สส.ในสมัยอื่นๆ อย่างชัดเจน (มีกฎหมายจำนวน 50 ฉบับถูกนำเข้าพิจารณา และร่างกฎหมาย 15 ฉบับผ่านการพิจารณาในวาระที่ 3) เพราะในสมัยของ สส.ชุดที่ 23 และชุดที่ 24 ตอนเริ่มต้นสมัยนั้นไม่มีกฎหมายที่ถูกนำเสนอเข้ามาพิจารณาเลย แต่ในสมัยของ สส.ชุดที่ 23 ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งมีกฎหมายเพียงจำนวน 10 ฉบับถูกนำเข้าพิจารณา และร่างกฎหมาย 6 ฉบับผ่านการพิจารณาในวาระที่ 3

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเพียงตัวเลขโดยขาดการนำบริบทและกระบวนการปฏิบัติในทางการเมืองเข้ามาพิจารณาร่วมด้วยนั้น จะทำให้การประเมินผลการทำงานแบบเปรียบเทียบนั้นได้ผลที่ไม่ตรงกับความจริง เพราะเหตุผลที่สภาสมัย สส.ชุดที่ 23 ในช่วงรัฐบาลพลังประชาชนและ สส.ชุดที่ 24 ในช่วงรัฐบาลเพื่อไทย ไม่ได้มีการพิจารณาร่างกฎหมายใดๆ เลย ก็เป็นเพราะเหตุผลที่ว่าในกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายนั้น ร่างกฎหมายที่จะถูกพิจารณาจะต้องรอร่างกฎหมายที่เสนอมาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งธรรมเนียมของการพิจารณากฎหมายนั้น ร่างกฎหมายที่ถูกเสนอโดย ครม. แต่กระบวนการตั้ง ครม.นั้นมักจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน

เช่นนี้แล้วเหตุผลของการไม่มีการพิจารณาร่างกฎหมายในสมัย สส.ชุดที่ 23 ในช่วงรัฐบาลพลังประชาชน และ สส.ชุดที่ 24 ในช่วงรัฐบาลเพื่อไทย ก็เป็นเพราะการที่ต้องรอให้มีการเสนอเรื่องที่ผ่านมาจาก ครม. ซึ่งต้องกินเวลาในช่วงต้นของการประชุมสภา

แตกต่างจากสมัยสภาของ สส.ชุดที่ 23 ในช่วงรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีการพิจารณากฎหมายในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว โดยเป็นการพิจารณาต่อในวาระ 2 และ 3รวมถึงกฎหมายจากหน่วยงานต่างๆ ที่ค้างอยู่ใน ครม.ชุดก่อนหน้านี้

เช่นเดียวกับการทำงานของ สนช. ที่ คสช.ได้ตัดสินใจที่จะนำร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาไว้จากสภา และ ครม.ชุดก่อนหน้ามาพิจารณาต่อจำนวนหนึ่ง

อีกประเด็นหนึ่งที่จะนำมาเปรียบเทียบให้เห็นคือ สถิติการออกเสียงลงมติในเรื่องพิจารณาต่างๆ ทุกเรื่องที่ผ่านเข้าสู่การพิจารณา จะเห็นได้ว่าการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติของ สนช. อยู่ในระดับที่น่าพอใจมากกว่าสภาชุดอื่นๆ (สนช. 83.5% สส.ชุดที่ 24 77.4% สส.สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ 60.8% สส.สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน 71.2%)

จากข้อมูลการทำงานในช่วง 3 เดือนหลังการเปิดประชุมสภาสมัยต่างๆ ที่นำมาเปรียบเทียบในที่นี้ก็ทำให้ได้เห็นว่า หากพิจารณาเพียงจำนวนร่างกฎหมายที่ได้ถูกนำเข้าไปพิจารณาในสภา และร่างกฎหมายที่ผ่านออกมาจากการพิจารณาจากสภา ก็จะสรุปได้ว่า สนช.นั้นมีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ดีกว่าสภาสมัยก่อนหน้านี้ แต่ด้วยบริบทและกระบวนการปฏิบัติทางการเมืองก็ทำให้เข้าใจว่าความได้เปรียบของ สนช. ที่ไม่มีกระบวนการและประเด็นทางการเมืองมาเป็นปัจจัยควบที่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่

อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่นำมาเปรียบเทียบนี้มาจากช่วงเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ทางการเมืองที่ผลการทำงานอาจจะทำให้การเปรียบเทียบนั้นไม่ชัดเจน มีความได้เปรียบเสียเปรียบจากบริบททางการเมืองอยู่บ้าง ดังนั้นการพิจารณาอีกครั้งในช่วง 6 เดือนของการทำงานก็จะทำให้การเปรียบเทียบนั้นมีความเข้มข้นมากขึ้น เพราะบริบททางการเมืองของสภาในทุกสมัยก็จะเริ่มเข้าสู่ในภาวะที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งได้แก่การที่ความคาดหวังของสังคมจะถูกส่งมายังผู้ที่อยู่ในตำแหน่งเพิ่มมากขึ้น การจับตาและตรวจสอบเพื่อนำไปสู่การประเมินผลในเชิงเปรียบเทียบก็จะทำให้เห็นว่าในแต่ละภาวะทางการเมืองของประเทศไทยนั้นได้ให้ผลทางการเมืองแก่ประชาชนอย่างไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท