
ลุ้นไทยหั่นดอกเบี้ย ‘เงินฝืด-เศรษฐกิจซบ’
ภายหลังธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกต้องงัดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินออกมาประกาศใช้กันถ้วนหน้า โดยเป็นผลมาจากพิษเศรษฐกิจที่ยังต่อเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ในที่สุดกระแสนี้ก็ลุกลามมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว
ภายหลังธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกต้องงัดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินออกมาประกาศใช้กันถ้วนหน้า โดยเป็นผลมาจากพิษเศรษฐกิจที่ยังต่อเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ในที่สุดกระแสนี้ก็ลุกลามมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว
เริ่มต้นจากธนาคารกลางสิงคโปร์ที่ประกาศผ่อนคลายกรอบอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินเหรียญสิงคโปร์แบบสายฟ้าแลบในเดือน ม.ค. ตามมาด้วยธนาคารกลางอินโดนีเซีย ที่ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา
เหตุการณ์ 2 ครั้งดังกล่าวที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า ในเดือน มี.ค.นี้ไทยอาจจะเป็นประเทศต่อไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องออกมาประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินก็เป็นได้
รอยเตอร์สเปิดเผยรายงานอ้างธนาคารเอชเอสบีซี ธนาคารระดับโลกและสถาบันการเงินใหญ่ที่สุดของอังกฤษ ระบุว่า สภาพการณ์ดูจะ “มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ” ที่ธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (บีโอที) จะประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุม ในวันที่ 11 มี.ค.ที่กำลังจะมาถึงนี้ เพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ
การคาดการณ์ดังกล่าวมีสาเหตุมาจากข้อมูลด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.7% ในปี 2014 นับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี และดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ไทยในเดือน ม.ค. ลดต่ำลง 0.4% จากช่วงเดียวกันของปี 2014 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวได้เพิ่มความเป็นไปได้ที่ไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ซึ่งจะส่งผลต่อการชำระหนี้ของประชาชนในที่สุด
ด้วยเหตุผลข้างต้น บีโอทีจึงอาจจะต้องประกาศใช้มาตรการการผ่อนคลายทางการเงินโดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า
อย่างไรก็ตาม ด้านบีโอทีกลับต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า เนื่องจากว่าทางบีโอทียังคงเป็นกังวลว่า ต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลงอาจจะจุดชนวนให้เกิดภาวะฟองสบู่สินเชื่อ เนื่องจากว่าในปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยนั้นสูงถึง 85% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เลยทีเดียว
นอกจากนี้แล้ว ทาง สมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุก่อนหน้านี้แล้วว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25-0.50% อาจจะไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก พร้อมระบุว่า ทางรัฐบาลกำลังเร่งออกมาตรการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าไทยอาจปรับลดดอกเบี้ย ทว่า รอยเตอร์สรายงานว่า แนวโน้มที่ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียจะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินอาจจะไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลย โดยในกรณีของฟิลิปปินส์มาจากการเติบโตที่แข็งแกร่ง ขณะที่มาเลเซียนั้นมาจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง และค่าเงินริงกิตที่อ่อนค่าอยู่แล้ว







