posttoday
ภาครัฐยันสัมปทานคุ้มกว่า

ภาครัฐยันสัมปทานคุ้มกว่า

20 กุมภาพันธ์ 2558

เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกรณีการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ในวันที่ 20 ก.พ. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เป็นการเปิดโอกาสให้ภาครัฐซึ่งสนับสนุนการเปิดสัมปทานได้อธิบายเหตุผลความจำเป็น ขณะเดียวกันเป็นการเปิดให้ภาคประชาชนในฐานะฝ่ายคัดค้านได้เสนอแนะและข้อห่วงใย

เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกรณีการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ในวันที่ 20 ก.พ. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เป็นการเปิดโอกาสให้ภาครัฐซึ่งสนับสนุนการเปิดสัมปทานได้อธิบายเหตุผลความจำเป็น ขณะเดียวกันเป็นการเปิดให้ภาคประชาชนในฐานะฝ่ายคัดค้านได้เสนอแนะและข้อห่วงใย

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าแผนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ได้เตรียมดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 แต่ก็มีเสียงคัดค้านอยู่ในหลายประเด็น เช่น ควรแก้ไขกฎหมายเก่าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ รสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และภาคประชาชน ได้เสนอให้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) แทนระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และขอให้ชะลอการเปิดสัมปทานรอบใหม่ไปก่อนเพื่อแก้ไข พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 เพราะหากจะใช้ระบบพีเอสซี จะต้องมีกฎหมายใหม่มารองรับ

ด้าน คุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะฝ่ายสนับสนุนการเปิดสัมปทาน ให้เหตุผลว่า ข้อเสนอให้เปลี่ยนไปใช้ระบบพีเอสซีแทนระบบสัมปทาน โดยให้เหตุผลว่าระบบพีเอสซีมีความโปร่งใสกว่า และรัฐจะได้ผลตอบแทนมากกว่าจากการเจรจาตกลง ซึ่งข้อเสนอนี้คือให้ประเทศไทยมีสิทธิในปิโตรเลียมและให้รัฐบาลเป็นผู้ลงทุนสำรวจ

“ต้องถามกลับว่ารัฐบาลมีเงินมากพอหรือไม่ เพราะการสำรวจ 1 หลุม ใช้เงินถึง 120 ล้านบาท หากไม่เจอแล้วใครรับผิดชอบ การที่รัฐเลือกใช้ระบบสัมปทาน เพราะต้องการให้เอกชนมารับความเสี่ยงที่จะเข้าไปลงทุนแทนรัฐ ประเทศเพื่อนบ้านที่ใช้ระบบพีเอสซี จะต้องตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติเข้าไปร่วมลงทุนกับเอกชนในการสำรวจ เพราะไม่มีเงินมากพอ ดังนั้นข้อเสนอนี้จึงควรจะตั้งอยู่บนสมมติฐานที่เป็นไปได้ด้วย

“จากประสบการณ์ที่ทำงานกับองค์กรพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) ซึ่งใช้ระบบพีเอสซี คือการแบ่งผลประโยชน์ 50:50 ก็ยืนยันว่าผลประโยชน์ได้น้อยกว่าระบบสัมปทาน ในขณะที่ระบบสัมปทานไม่มีการเจรจา แต่เป็นการกำหนดเงื่อนไขการเสนอผลตอบแทน แต่พีเอสซีเป็นการใช้ดุลยพินิจ ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่เหมาะกับการเมืองแบบไทยๆ ถ้าเทียบกับการเปิดเผยข้อมูลแล้ว ระบบพีเอสซีเปิดเผยข้อมูลได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับระบบสัมปทาน” คุรุจิต อธิบาย

รองปลัดพลังงาน ย้ำว่า ภาครัฐต้องเร่งสำรองปิโตรเลียม โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่จะทยอยหมดใน 7 ปีข้างหน้า เหตุผลนี้เกิดคำถามตามมาว่า จริงหรือไม่ ดังนั้นกระทรวงพลังงานหรือกรมเชื้้อเพลิงธรรมชาติจะต้องชี้แจงให้ผู้ร่วมเวทีเชื่อถือ เพราะที่ผ่านมาข้อมูลของภาครัฐถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นข้อมูลที่ี่บิดเบือน

ขณะที่ ทวารัฐ สูตะบุตร รองปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ขั้นตอนที่จะเปิดสัมปทานรอบใหม่ เป็นการเปิดให้เอกชนยื่นขอสิทธิ และจะสรรหาผู้ที่สนใจและมีคุณสมบัติถูกต้องเข้ามาลงทุน โดยต้องใช้เวลาพิจารณาคัดเลือกอีก 120 วัน เมื่อคัดเลือกบริษัทที่เหมาะสมเพื่อรับสิทธิในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแล้ว กว่าจะดำเนินการสำรวจและพิสูจน์ว่ามีปิโตรเลียมหรือไม่นั้น ต้องใช้เวลาอีกกว่า 5-7 ปี

“หากภาครัฐยังล่าช้าและไม่เร่งรัดให้มีการสำรวจ ในขณะที่ปริมาณความต้องการใช้พลังงานยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็เท่ากับว่าประเทศไทยต้องเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงด้านพลังงานยิ่งขึ้น ซึ่งจากข้อมูลของปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์ได้ (พี1) ไทยจะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลือใช้ได้ 6.4 ปี บนพื้นฐานหากไม่มีการขุดเจาะสำรวจแหล่งปิโตรเลียมใหม่” ทวารัฐ ระบุ

ต้องรอติดตามว่าผลสรุปของเวทีที่รัฐบาลจัดขึ้นจะมีทางออกสำหรับความมั่นคงพลังงานหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท