
สนช.ไฟเขียวประกาศใช้กม.อุ้มบุญวางกรอบคุมเข้ม
ที่ประชุมสนช.เห็นชอบประกาศใช้กฎหมายอุ้มบุญ วางกรอบคุมเข้ม รับจ้างตั้งครรภ์ ป้องกันไทยตกเป็นฮับอุ้มบุญ
ที่ประชุมสนช.เห็นชอบประกาศใช้กฎหมายอุ้มบุญ วางกรอบคุมเข้ม รับจ้างตั้งครรภ์ ป้องกันไทยตกเป็นฮับอุ้มบุญ
เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติ 160 ต่อ 2 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง เห็นชอบวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วเห็นชอบให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. ในฐานะประธาน กมธ.วิสามัญฯ ชี้แจงว่า ในชั้นกมธ.ได้มีการปรับแก้ไข 24 มาตรา เพิ่ม 6 มาตรา ส่วนใหญ่แก้ไขถ้อยคำ โดยหลักสำคัญที่สมาชิกให้ความสนใจอยู่ที่ มาตรา 21 คือการจำแนกกลุ่มคคลที่จะทำการอุ้มบุญ ซึ่งแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ สามี ภรรยา คนไทยทั้งคู่ 2. ฝั่งหนึ่งคนไทย อีกฝังเป็นคนต่างชาติ ซึ่งทั้งสองกลุ่มอนุญาตให้หาหญิงไทยมาอุ้มบุญได้แต่ต้องอายุ 25 ปีขึ้นไปและเคยมีบุตรมาก่อน แต่กลุ่มที่สองจะต้องจดทะเบียนสมรสไม่น้อยกว่า 3 ปี
ส่วนกลุ่มที่สามเป็นคนต่างชาติทั้งคู่นั้นไม่อนุญาตให้ติดต่อจ้างคนไทยอุ้มบุญได้เพราะกลัวจะซ้ำรอยเปัญหาเดิม เมืองไทยกลายเป็นฮับอุ้มบุญ มดลูกหญิงไทยกลายเป็นมดลูกโลก โดยที่ประชุมได้ติดใจในกลุ่มที่สาม ซึ่งกมธ. ได้เพ่ิมเติมเนื้อหาว่า ถ้าทั้งสามีและภริยามิได้มีสัญชาติไทย หญิงที่รับตั้งครรภ์น้ั้นต้องมิใช่ผู้มีสัญชาติไทย โดยเห็นว่าเนื้อหากลุ่มนี้ไม่ควรจะต้องใส่ในร่างพ.ร.บ.นี้เพราะไม่เกี่ยวกับคนไทย พร้อมเสนอให้ตัดเนื้อหาของกลุ่มที่สามทิ้ง ซึ่งทางกรรมาธิการได้ยอมตัดตามข้อเสนอ
นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้มีการสอบถามถึงการแก้ไข "นิยาม" คำว่า "ขาย" ให้หมายความว่า จำหน่ายจ่ายแจก แลกเปลี่ยนหรือให้เพื่อประโยชน์ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด ท่ีมิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยเพิ่มคำว่า "ไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม" เพราะกลัวว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิประชาชน โดยกรรมาธิการได้ชี้แจงว่า เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล เพราะองค์ประกอบความผิดจะคล้ายตามประมวลกฎหมายอาญา แม้ผู้เสียหายจะยอมก็มีความผิด ที่เห็นได้ชัดคือคล้ายกับกฎหมายค้ามนุษย์







