
เจรจาหนี้กรีซถึงทางตัน แนวโน้มต้องถอยคนละก้าว
การเจรจาการผ่อนผันหนี้กรีซที่ส่อเค้าว่าจะเดินมาถึงทางตันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
การเจรจาการผ่อนผันหนี้กรีซที่ส่อเค้าว่าจะเดินมาถึงทางตันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลับมีความหวังที่จะพบทางออกอีกครั้ง เมื่อ ยานิส วารูฟากิส รัฐมนตรีคลังกรีซ ชี้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ด้วยการผ่อนคลายท่าทีที่แข็งกร้าวลง โดยประกาศว่าจะยอมขยายเวลาโครงการเงินช่วยเหลือจากเจ้าหนี้ยูโรโซนต่อไป จะไม่มีสัญญาณว่าจะยอมรับการใช้มาตรการรัดเข็มขัดต่อไป ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทางเจ้าหนี้บีบบังคับกรีซเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือก็ตาม
กรณีดังกล่าวต้องนับเป็นพัฒนาการของสถานการณ์ไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากกรีซกับฝ่ายเจ้าหนี้ยุโรปมีโอกาสการเจรจากันถึง 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ได้เลย กลายเป็นการสร้างความตึงเครียดอย่างรุนแรงว่า กรีซจะต้องออกจากยูโรโซนและกลายเป็นการจุดชนวนที่สั่นคลอนความเป็น “เอกภาพ” ในที่สุด
ทั้งนี้ หลังจากการก้าวขึ้นสู่อำนาจของพรรคซ้ายจัดไซรีซา ผู้ต่อต้านการให้ความช่วยเหลือทางการเงินและมาตรการรัดเข็มขัดจากกลุ่มเจ้าหนี้อย่างสุดขั้ว นายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส แถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า ยุคของมาตรการรัดเข็มขัดได้จบลงแล้ว หมายความว่า กรีซจะไม่ยอมรับเงินช่วยเหลือจากทรอยก้าซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือมาตรการรัดเข็มขัดอีกต่อไป
ปัจจุบัน กรีซต้องแบกรับภาระหนี้สูงถึง 175% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งประเมินกันว่า เป็นเรื่องยากมากที่กรีซจะสามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ ขณะเดียวกันมาตรการรัดเข็มขัดซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อให้รัฐบาลกรีซชำระหนี้ได้เท่านั้น ทำให้เกิดคนว่างงานในประเทศจำนวนมาก ขณะที่งบประมาณซึ่งควรจะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องถูกละลายไปกับการชำระหนี้
แน่นอนว่าฝ่ายยูโรโซนซึ่งเป็นเจ้าหนี้กรีซอยู่ 2.4 แสนล้านยูโร ไม่สามารถยอมลบบัญชีหนี้ให้กรีซได้ เนื่องจากเงินก้อนที่ปล่อยกู้ให้กรีซนั้นเป็นเงินจากภาษีของประชาชน และที่สำคัญกรีซอาจกลายเป็นต้นแบบให้เกิดการ “ชักดาบ” ในประเทศอื่นๆ ที่รับความช่วยเหลือทางการเงินเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งกรีซและกลุ่มเจ้าหนี้ยูโรโซนจะรักษาจุดยืนในการเจรจาอย่างเหนียวแน่น แต่ทั้งคู่รู้ดีว่าการบีบกรีซให้ต้องออกจากยูโรโซนย่อมสร้างความเสียหายให้กับทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายกรีซมีจุดยืนแน่วแน่ที่ต้องการปลดภาระหนี้และยุติมาตรการรัดเข็มของกลุ่มเจ้าหนี้ทรอยก้า อันประกอบไปด้วย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด คือ กลุ่มประเทศยูโรโซน
แม้รัฐบาลพรรคไซรีซาจะมีท่าทีที่แข็งกร้าว แต่กรีซก็ไม่ต้องการออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน ที่หมายความถึงการเลิกใช้สกุลเงินยูโรด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้กรีซต้องหันกลับไปใช้ ดรักมา สกุลเงินเดิมของตนเอง ซึ่งประวัติทางเครดิตที่ย่ำแย่จะทำให้สกุลเงินไร้ความน่าเชื่อถือ จะสร้างความวุ่นวายให้กับเศรษฐกิจของกรีซอย่างแน่นอน
ในมุมมองของยูโรโซน การปล่อยให้กรีซผิดนัดชำระหนี้จนต้องออกจากยูโรโซนจะสั่นคลอนความเป็นปึกแผ่นของยูโรโซน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความน่าเชื่อถือของสกุลเงินยูโร
หากกรีซต้องออกจากยูโรโซนในที่สุด จะเท่ากับว่ากลุ่มเจ้าหนี้โดยเฉพาะอีซีบีต้องแบกรับหนี้ก้อนใหญ่ที่กรีซทิ้งไว้ แน่นอนว่าย่อมสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของอีซีบี และสั่นคลอนไปถึงความน่าเชื่อถือของสกุลเงินยูโรที่อีซีบีเป็นผู้ดูแลด้วย
เคลาส์ เรกลิง หัวหน้ากองทุนกลไกเพื่อความมีเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) กล่าวว่า ทางแก้ปัญหาด้วยการให้กรีซออกจากยูโรโซนเป็นการแก้ปัญหาที่แย่ที่สุด และยูโรโซนจะเสียหายมากที่สุด
นอกจากนั้น กรณีกรีซอาจเป็นการจุดชนวนให้ประเทศสมาชิกไม่กล้ารับความช่วยทางการเงินจากยุโรปต่อไปในอนาคต หากสุดท้ายแล้วมาตรการรัดเข็มขัดซึ่งฝ่ายเจ้าหนี้กำหนดขึ้นเพื่อให้ประเทศผู้รับมีความสามารถในการชำระหนี้ จะกลายเป็นสิ่งบ่อนทำลายเศรษฐกิจจนต้องออกจากยูโรโซนในที่สุด
ดร.สตีเฟ่น เกรนวิลล์ ศาสตราจารย์รับเชิญของสถาบันโลวี สถาบันคลังสมองของสหรัฐ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่มเจ้าหนี้จะไม่ยอมยกหนี้ให้ แต่ผ่อนปรนด้วยการอาจยอมขยายเวลาชำระหนี้ออกไป และอาจพักการชำระดอกเบี้ยให้กรีซ เนื่องจากกรีซต้องแบกรับสัดส่วนการชำระดอกเบี้ยสูงถึง 2% ต่อจีดีพี
แต่กรีซจะต้องรับเงื่อนไขบางประการจากกลุ่มเจ้าหนี้ต่อไป เพื่อการเสริมความแข็งแกร่งให้กับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกรีซ ไม่ใช่เพื่อการลงโทษสำหรับการเบี้ยวหนี้
เกรนวิลล์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า วารูฟากิส รัฐมนตรีคลังของรัฐบาลไซปราส มีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์ทฤษฎีเกม จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ขุนคลังผู้นี้คือ “นักต่อรองชั้นยอด” จึงอาจเสนอทางออกที่ดูประนีประนอมหรือทางออกที่เจ้าหนี้ยูโรโซนไม่สามารถปฏิเสธได้
ดังนั้น ผลการเจรจาในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ จึงน่าจะออกมาในรูปแบบที่ทั้งสองฝ่ายยอมถอยออกจากจุดยืน โดยฝ่ายกรีซอาจยังคงยอมรับมาตรการรัดเข็มขัดบางประการไว้ เพื่อแลกกับการอยู่ในโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อไป เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย







