
4 ปัจจัย​​ ฉุดรัฐบาลคสช.
เดือนที่ 9 หลังรัฐประหารเสถียรภาพรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มสั่นคลอนหนักขึ้นเรื่อยๆ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เดือนที่ 9 หลังรัฐประหารเสถียรภาพรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มสั่นคลอนหนักขึ้นเรื่อยๆ
ความคาดหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร จะเป็นหัวขบวนนำพาสังคมสู่การปฏิรูปเพื่อหลุดพ้นวังวนความขัดแย้ง กำลังกลายเป็นแรงกดดันที่ทวีความรุนแรง
ยิ่งในสภาพที่ผลงานรัฐบาลยังไม่มีอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอันให้ประชาชนได้จับต้อง ปัญหาย่อมมีแต่ความรุนแรงมากขึ้นและส่งผลกระทบต่อไปถึงความเชื่อมั่น ทั้งการบริหารประเทศและกระบวนการปฏิรูปที่กำลังเดินหน้าอยู่ในเวลานี้
วิเคราะห์จากสภาพการณ์ตอนนี้ปัจจัยที่ถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการฉุดรั้งให้รัฐบาลคสช.ต้องตกที่นั่งลำบากมีอยู่ 4 ปัจจัยหลักๆ ที่ควรจะต้องรีบเร่งแก้ไขก่อนที่จะสายเกินแก้
เริ่มตั้งแต่ปมแรก อำนาจทับซ้อนในการบริหารราชการ เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ กระโดดลงมารับหน้าที่ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คสช.
แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ดีที่มี “กลไก” มาช่วยขันนอตให้นโยบายของรัฐบาลคสช.นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่บรรยากาศบ้านเมืองไม่ปกติ ระบบปกติย่อมอาจติดขัดล่าช้าในบางช่วงบางตอน
แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะแทนที่จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้งานต่างๆ สามารถขับเคลื่อนได้รวดเร็วขึ้น กลับทำให้งานล่าช้ามากขึ้นด้วยอำนาจที่ทับซ้อนระหว่างรัฐบาล คสช.และคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
วงในมีการพูดกันถึงว่าระหว่าง “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” ใครใหญ่กว่ากัน การดำเนินการตามคำสั่งจะต้องรับฟังจากใครเป็นหลัก หรือการรายงานความคืบหน้าจะต้องรายงานกับใคร หรือกรณีทิศทางความเห็นที่แตกต่างกันใครจะเป็นผู้ชี้ขาด
แถมยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าการทำงานระหว่างรัฐบาลและคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน การกำหนดนโยบายและการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติจึงสุ่มเสี่ยงที่จะยิ่งมีปัญหา
ไม่แปลกที่จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์คล้ายกับ ครม.อีกชุด เพราะเมื่อส่องดูรายชื่อ คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ จะพบว่ามีทั้ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เรื่อยมาจนถึง พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.วรพงษ์ สว่างเนตร ผบ.สส. พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผบ.ทร. พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ.
พร้อมมอบหมายให้ดูแลงานด้านต่างๆ แต่ตัวอย่างความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นอย่างเช่นเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษที่คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เข้ามากำกับดูแล ทั้งที่ควรจะเป็นเรื่องให้ทาง ครม.เข้ามาดูแล แม้จะอ้างว่าเป็นเนื้อเดียวกัน แต่หากดูรายละเอียดจะพบความขัดแย้งอยู่ไม่น้อย
ประเด็นที่สอง กลไกข้าราชการซึ่งรัฐบาลยังไม่อาจเข้าไปสั่งการได้อย่างเต็มที่ ตรงนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกนโยบายที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ
สังเกตได้จากการสั่งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่หลายรอบ ทว่างบล้างท่อนี้ยังติดขัดไม่ลื่นไหลอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นเพราะปัญหาในพื้นที่การตรวจสอบการเบิกจ่ายที่เข้มงวด หรือจะเป็นปัญหาในระดับของเจ้าหน้าที่ทุกอย่างสะท้อนให้เห็นปัญหาทั้งปัจจุบันและอนาคต
ปัญหาอีกส่วนหนึ่งมาจากรัฐมนตรีไม่อาจสั่งการข้าราชการได้ เพราะมีที่มาจากรัฐประหารและไม่รู้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งอีกนานแค่ไหน ข้าราชการจำนวนไม่น้อยจึง “ใส่เกียร์ว่าง” เพื่อเซฟไม่ให้เกิดผลกระทบในอนาคต
ที่สำคัญข้าราชการถือเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายหลัก หากกลไกนี้มีปัญหาไม่ทำงาน ไม่ว่านโยบายจะดีแค่ไหน ก็ยากจะประสบความสำเร็จได้
ประเด็นที่สาม คือความขัดแย้งของทีมเศรษฐกิจที่กำลังระหองระแหงหนัก เมื่อเรื่องเศรษฐกิจถือเป็นประเด็นล่อแหลมสำหรับทุกรัฐบาล ยิ่งรัฐบาลชุดนี้เข้ามาในช่วงหลังวิกฤตความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการค้าการลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลนี้จะเข้ามากอบกู้ให้ฟื้นตัวเดินหน้าต่อไป
แต่ปัญหา “เกาเหลา” ระหว่างทีมเศรษฐกิจที่มีแนวคิดในแต่ละเรื่องไม่ไปทิศทางเดียวกัน ย่อมมีแต่จะฉุดให้ปัญหาหนักขึ้น
ประเด็นสุดท้าย ความสามารถของ ครม. เมื่อรัฐมนตรีหลายรายในรัฐบาลชุดนี้ยังขาดประสบการณ์การบริหารระดับชาติ หลายรายมาจากตัวแทนกองทัพ การทำงานในกระทรวงที่ต้องประสานกลไกหลายส่วนย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
ที่สำคัญแต่ละคนที่เชิญเข้ามาร่วม ครม.นั้นเป็นคนที่มีต้นทุนสูงในสังคม การปรับเปลี่ยนโยกย้ายย่อมทำได้ยาก สภาพชะงักงันที่เกิดขึ้นล้วนแต่มีผลต่อการบริหารของรัฐบาล คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง







