posttoday
"ไม่เป่า = เมาแล้วขับ" นักดื่มขยาด สถิติจับลดลง

"ไม่เป่า = เมาแล้วขับ" นักดื่มขยาด สถิติจับลดลง

19 กุมภาพันธ์ 2558

ตั้งแต่มีการแก้กฎหมาย ตัวเลขการจับกุมผู้ที่เมาแล้วขับในวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดีลดลงอย่างเห็นได้ชัด

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

มาตรา 142 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2557 แก้ไขเกี่ยวกับ “ข้อสันนิษฐาน” โดยเพิ่มอำนาจให้เจ้าพนักงานสามารถทดสอบผู้ขับขี่ที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าเสี่ยงเมาสุรา

“หากผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเมาสุรา เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีฐานขับรถขณะเมาสุราได้”

ภายหลังกฎหมายปรับแก้มีผู้ประเดิมไปแล้ว 1 ราย เป็นหญิงสาวที่ตัดสินใจล็อกตัวเองไว้ในรถยนต์เป็นเวลา 4 ชั่วโมง โดยไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในทุกกรณี

ที่สุดแล้ว ศาลตัดสินจำคุกหญิงสาวรายดังกล่าวเป็นเวลา 6 เดือน และปรับอีก 1.7 หมื่นบาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี และถือเป็นบรรทัดฐานคดีอื่นๆ ในอนาคต

นั่นหมายความว่า ไม่เป่า = เมาแล้วขับ

ผลพวงจากกฎหมายฉบับแก้ไข คือจากนี้เป็นต้นไปข้ออ้างต่างๆ ของผู้ใช้รถใช้ถนนเพื่อหลีกเลี่ยงหรือบ่ายเบี่ยงการ “เป่าเมา” คงไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป

คำถามคือ เหตุใดต้องมีการปรับแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจเจ้าพนักงานสำหรับล้อมคอกพฤติกรรมไม่พึงประสงค์เหล่านี้

หนึ่งในผู้ที่ให้คำตอบได้ตรงความจริงมากที่สุด คือ พ.ต.อ.ภูษิต วิเศษคามินทร์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร นายตำรวจผู้มากประสบการณ์ในเรื่องการจับเมาแล้วขับ

พ.ต.อ.ภูษิต บอกว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ประชาชนบ่ายเบี่ยงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่คือเกรงกลัวโทษ นั่นเพราะนอกจากอัตราค่าปรับที่สูงแล้ว ยังต้องเสียประวัติและถูกทัณฑ์บนกำกับเอาไว้ นั่นทำให้ผู้ขับขี่มักจะดึงเกม ไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจ

สำหรับพฤติกรรมเอาตัวรอดของนักดื่มสะท้อนออกมาหลากหลายรูปแบบ บ้างก็แอบอยู่ในรถไม่ยอมให้ตรวจ บ้างก็รอให้ตำรวจเลิกด่านแล้วจึงขับต่อ บ้างก็อ้างว่าเครื่องมือสำหรับเป่าวัดแอลกอฮอล์ไม่สะอาด

“เดิมหากผู้ขับขี่ไม่ยอมเป่า จะถูกดำเนินคดีในฐานความผิดขัดคำสั่งเจ้าพนักงานเท่านั้น แต่หลังจากนี้คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะหากปฏิเสธการขอตรวจ จะถือว่าคนๆ นั้นเมาแล้วขับทันที”พ.ต.อ.ภูษิต กล่าวชัด

ความสำเร็จของการปรับแก้กฎหมายเพิ่มโทษ คือสามารถลดจำนวนผู้เมาแล้วขับลงได้

“ตั้งแต่มีการแก้กฎหมาย ตัวเลขการจับกุมผู้ที่เมาแล้วขับในวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดีลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในวันศุกร์ยังคงอยู่ในระดับเดิม”พ.ต.อ.ภูษิต กล่าว

สอดคล้องกับ พ.ต.อ.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ รองผู้บังคับการตำรวจจราจรอีกนาย ที่บอกว่า นับตั้งแต่มีการแก้ไขกฎหมาย ผู้ขับขี่น้อยรายที่จะขอปฏิเสธเป่าวัดแอลกอฮอล์

“เขารู้ว่าหากไม่ยอมเป่าเท่ากับมีความผิดทันที ด้วยเหตุนี้ผู้ขับขี่อาจจะยอมเป่าวัดดวงดีกว่า” พ.ต.อ.วีระวิทย์ กล่าว

ในส่วนของการลงโทษ พ.ต.อ.วีระวิทย์ อธิบายว่า เดิมทีหากผู้ขับขี่ไม่ยินยอมให้ตรวจ จะปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่หากยอมให้ตรวจแล้วพบว่าเมาแล้วขับ จะระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000-1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบขับขี่

ทว่า กฎหมายใหม่ได้เพิ่มโทษขึ้น หากผู้ขับขี่ไม่ให้ความร่วมมือให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า “มีเหตุอันควรเชื่อว่าเมาไว้ก่อน” โดยมีบทลงโทษคือจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 1-2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ดี ผู้ถูกกล่าวหาไปสืบพยานหักล้างในศาลได้

“เรามีกฎหมายเพื่อป้องกันเหตุที่จะเกิดบนท้องถนนจากการดื่มสุรา ไม่ใช่ว่าจะมาจับมาปรับกัน”พ.ต.อ.วีระวิทย์ กล่าวย้ำ

สำหรับ 12 พฤติกรรมพิรุธที่ทำให้เจ้าพนักงาน “สันนิษฐาน” ว่าผู้ขับขี่กำลัง “เมาแล้วขับ” ประกอบด้วย 1.กลิ่นสุราจากลมหายใจหรือเสื้อผ้า 2.การเดินไม่ตรงทาง 3.การพูดจาอ้อแอ้ไม่สื่อความหมาย 4.การขับรถเร็วหรือช้าโดยไม่มีเหตุผล 5.การขับรถในอัตราเร็วไม่คงที่ 6.การหยุดรถไม่ถูกจังหวะไม่เรียบร้อย

7.การแซงหรือสวนรถในขณะที่ยังไม่สมควร หรือหักหลบมากเกินสมควรเมื่อมีรถผ่าน 8.ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร 9.ขับรถในเวลากลางคืนไม่เปิดไฟ 10.ขับเกียร์ต่ำตลอด หรือเปลี่ยนเกียร์บ่อยๆ โดยไม่มีเหตุผล 11.ขับรถไม่ตรงทางส่ายไปมา 12.ขับรถเปลี่ยนช่องทางบ่อยๆ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ