
วางมาตรการปฏิรูปสื่อ คุมเข้มเงินโฆษณา
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ยังคงอยู่กับการพิจารณาหมวดของการปฏิรูปประเทศ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสตทูเดย์
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ยังคงอยู่กับการพิจารณาหมวดของการปฏิรูปประเทศ โดยล่าสุดได้ให้ความเห็นชอบกับกลไกและกระบวนการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน
สำหรับเนื้อหาของการปฏิรูปสื่อมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1.การให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการสร้างกลไกเพื่อป้องกันการผูกขาด ครอบงำและแทรกแซงสื่อ เพื่อเป็นการครอบงำหรือกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่หลากหลายของประชาชนและกฎหมายการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ และดูแลการผูกขาดสื่อ ตลอดจนการครองสิทธิข้ามสื่อ
ในเรื่องนี้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้อภิปรายกันอย่างแพร่หลาย โดยต่างต้องการความชัดเจนว่าการกระทำแบบใดถึงจะเรียกเป็นการถือครองสิทธิข้ามสื่อที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ฝ่ายเลขานุการคณะ กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงว่า การถือครองสิทธิข้ามสื่อจะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อมีการถือครองสื่อหลายประเภทโดยบุคคลเพียงคนเดียวหรือไม่กี่คน จนสามารถมีอิทธิพลครอบงำความคิดของผู้บริโภค
2.การให้มีกฎหมายควบคุมการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของรัฐ
ส่วนเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ ฝ่ายเลขานุการชี้แจงว่า เป็นการป้องกันไม่ให้ใช้งบประมาณของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและเพื่อแทรกแซงสื่อ อย่างไรก็ตามไม่ได้ห้ามภาครัฐทำการโฆษณาผ่านพื้นที่ของสื่อมวลชนโดยสิ้นเชิง แต่ต้องการโฆษณาจะต้องทำในรูปแบบของการสื่อสารกับประชาชนว่าหน่วยงานของรัฐจะให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนในเรื่องใดบ้าง ไม่ใช่การใช้งบประมาณของแผ่นดินเพื่อประชาสัมพันธ์ตัวเอง เหมือนกับที่รัฐมนตรีหลายกระทรวงในอดีตได้เคยกระทำมา โดยจะกำหนดระยะเวลาที่เป็นบทเร่งรัดสำหรับการออกกฎหมายไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ
3.ให้มีกฎหมายเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของทางราชการ และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่ถูกผลกระทบจากสื่อ
ฝ่ายเลขานุการคณะ กมธ.ยกร่างฯ ขยายความต่อที่ประชุมให้ถึงความจำเป็นต้องมีกฎหมายดังกล่าว ว่า เนื่องจากที่ผ่านมาภาครัฐมักจะให้เหตุผลในการไม่ให้ข้อมูลกับสาธารณะผ่านสื่อมวลชนว่าเอกสารหายหรือเป็นความลับ จึงจำเป็นต้องมีกลไกสำหรับการตรวจสอบ ส่วนการให้มีองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคสื่อนั้น เพื่อเป็นหลักประกันให้กับประชาชนในการตรวจสอบสื่อที่นำเสนอข่าวบิดเบือนความจริง นอกเหนือไปจากการกำกับดูแลกันเองของสื่อ
ต่อมา ฝ่ายเลขานุการคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้เสนอให้เพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อสารมวลชนไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยจะครอบคลุมถึงการให้พนักงาน ลูกจ้างของบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อสารมวลชนทุกประเภท ทั้งของรัฐและเอกชนต้องแสดงกิจกรรมและรายได้ทุกประเภทต่อองค์กรซึ่งกำกับกันเอง เพื่อป้องกันไม่ให้สื่อไปรับผลประโยชน์ในทางที่ไม่เหมาะสม
ปรากฏว่าตัวแทนของคณะ กมธ.ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เข้ามาร่วมรับฟังการประชุม และ กมธ.ยกร่างฯ หลายรายได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการจะเพิ่มเนื้อหาดังกล่าวเข้าไปในรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการสร้างภาระให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และปัจจุบันสื่อแต่ละสำนักมีกลไกกำกับดูแลอยู่แล้ว โดยเฉพาะการใช้มาตรการทางจริยธรรม ซึ่งที่สุดแล้วฝ่ายเลขานุการจึงยอมถอนเนื้อหาในส่วนนี้ออกไป
จากนั้น เข้าสู่การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้ดำเนินการปรับปรุงกฎหมายเพื่อลดการผูกขาด และส่งเสริมเสรีภาพในการแข่งขัน และในกรณีที่รัฐจำเป็นต้องทำการผูกขาดในกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์เพื่อประชาชนส่วนใหญ่ รัฐต้องกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค
นอกจากนี้ ควรสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างคนในชนบทและในเมืองในการเข้าถึงบริการทางเงิน โดยเฉพาะระบบออมชุมชน และสนับสนุนให้เอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเหลื่อมล้ำผ่านมาตรการการจูงใจทางด้านภาษี ขณะเดียวกันมีคณะ กมธ.ยกร่างฯ หลายคนเสนอให้มีมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ใช้อำนาจเหนือตลาด ที่อาจก่อผลร้ายต่อผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งฝ่ายเลขานุการคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะนำไปพิจารณาต่อไป
สำหรับกรอบเวลาการพิจารณาเนื้อหารัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการปฏิรูปและลดความเหลื่อมล้ำ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างฯ ระบุว่า น่าจะแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้ ส่วนเรื่องการปรองดองถ้าพิจารณาไม่ทันในวันที่ 20 ก.พ. ทางคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะนำไปพิจารณาต่อที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา ในการประชุมนอกสถานที่ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวกับระบบการเมืองต่างๆ ด้วย







