
แยกราชการออกจากธุรกิจ
....อรุณ จิรชวาลา
เกือบ 80 ปีของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ประชาชนเองก็มีความรู้และมีความสนใจเรื่องการเมืองมากขึ้น ตลอดจนเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ทางการเมืองของตนเองดีขึ้น
แต่พัฒนาการทางการเมืองของไทย เป็นไปในทิศทางที่พึงปรารถนาหรือไม่ ผมไม่มั่นใจ
ปัญหาที่เห็นได้ชัดคือ เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ที่นับวันจะแผ่ขยายเป็นวงกว้างยิ่งขึ้น หยั่งรากลึกขึ้น และมีลักษณะเป็นบูรณาการมากขึ้น
ปัญหานี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดินของ 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มข้าราชการ กลุ่มนักการเมือง (หรือเรียกให้ชัดๆ ว่ากลุ่มนักเลือกตั้ง) และกลุ่มธุรกิจ
กลุ่มธุรกิจแต่เดิมพยายามไม่ยุ่งกับการเมือง มองว่าการผูกพันกับกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเมื่อลมการเมืองเปลี่ยนทิศ อาจเกิดผลกระทบต่อความอยู่รอดของธุรกิจ ธุรกิจส่วนใหญ่จึงพยายามเป็นมิตรกับการเมืองทุกกลุ่ม ซึ่งหมายรวมถึงว่าอาจจะต้องจ่ายค่าอำนวยความสะดวกบ้าง หรือจ่ายค่าหัวคิวต่างๆ เพื่อให้ได้งาน ได้ใบอนุญาต หรือได้สัมปทาน เป็นต้น
ในช่วงหลังมีกลุ่มธุรกิจประเภทกล้าได้กล้าเสียเกิดขึ้นมามาก โดยส่วนใหญ่ทำกำไรมาจากตลาดทุนและจากธุรกิจประเภทผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงก็สูงตาม (High Risk High Return) กลุ่มธุรกิจเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองในเชิงรุก ต่างจากเดิมซึ่งมีลักษณะเป็นการป้องกันตัวหรือตั้งรับ การลงทุนทางการเมืองจึงไม่ต่างจากการลงทุนอื่นๆ คือมีการเก็งกำไร พยายามเพิ่มผลตอบแทน พยายามคืนทุนในระยะสั้น ทำการตลาดด้วยวิธี Hard Sale ไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร ทุกอย่างเป็นเรื่องของผลประโยชน์
ฟังดูคล้ายๆ กับพฤติกรรมของคนบางคนที่เราคุ้นเคย ใช่ไหมครับ?
ผมเชื่อว่า ถ้าเราจะพยายามทำการเมืองของเราให้ดีขึ้นในอนาคต และหยุดยั้งการขยายตัวของปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เราจะต้องพยายามตัดหรือลดสายสัมพันธ์ที่ต่อเชื่อมกลุ่มข้าราชการ กลุ่มนักเลือกตั้ง และกลุ่มธุรกิจเข้าด้วยกัน
การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังดำเนินการกันอยู่ ถ้าจะนำประเด็นนี้ไปพิจารณา ก็น่าจะเป็นประโยชน์
ที่ผมอยากเห็นมากที่สุด คือการแยกราชการออกจากธุรกิจ
กฎหมายคงเข้าไปแทรกแซงหรือยุ่งเกี่ยวกับการรวมตัวกันของกลุ่มธุรกิจกับกลุ่มนักเลือกตั้งไม่ได้ แต่ที่น่าจะทำได้ คือการจำกัดบทบาทของกลุ่มข้าราชการ ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจ หรืออีกนัยหนึ่ง ไม่ให้เป็นฐานให้กลุ่มธุรกิจเข้ามาลงทุนทางการเมือง
อยากจะเห็นการห้ามข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เช่น ตั้งแต่ระดับ 8 หรือ 9 ขึ้นไป ไม่ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ที่ปรึกษา หรือรับค่าตอบแทนใดๆ จากธุรกิจ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ ให้รวมถึงรัฐวิสาหกิจด้วย
กรรมการรัฐวิสาหกิจ ควรจะแต่งตั้งจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้แทนจากกระทรวงการคลังและกระทรวงต้นสังกัด ควรจะหมุนเวียนแต่งตั้งจากกลุ่มเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน ซึ่งเมื่อกลับจากประชุมคณะกรรมการก็จะทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชา
ถ้าเป็นไปได้ ข้อห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจ ควรจะครอบคลุมไปอีก 3
–5 ปี หลังการลาออกหรือการเกษียณอายุราชการด้วย โดยในกรณีนี้ รัฐบาลควรจะจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งสำหรับจ่ายชดเชยรายได้ที่ขาดหายไป ในกรณีที่บำนาญที่พึงได้รับต่ำกว่าเงินเดือนสุดท้ายในชีวิตราชการงบประมาณที่ใช้ ผมคำนวณคร่าวๆ ว่าคงจะนิดเดียว ปีละไม่กี่ล้านบาท แต่ประโยชน์ที่ได้ แม้จะตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ ก็น่าจะทำให้สถานการณ์ทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมในระบบราชการดีขึ้น และปัญหาด้านความโปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ ตลอดจนเรื่องทุจริตคอร์รัปชันผ่อนคลายลง
ยอมรับว่า มาตรการนี้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ฟังแล้วอาจจะไม่ค่อยชอบใจ
เพราะเบี้ยประชุมสมัยนี้แพงเสียด้วย
เอาเป็นว่าผมสนับสนุนให้ขึ้นเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง หรือจัดสรรผลตอบแทนพิเศษ ให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นการทดแทน







