posttoday
ช่วย SME ควรดูอุตสาหกรรมใหญ่ด้วยไหม

ช่วย SME ควรดูอุตสาหกรรมใหญ่ด้วยไหม

18 กุมภาพันธ์ 2558

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

เขียนไปแล้วเรื่องเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรกันแน่ อีก 2-3 เดือนข้างหน้าก็คงจะพอเห็นชัดขึ้น แต่ระหว่างนี้ผู้ที่มองในแง่บวกก็อย่านิ่งนอนใจ ที่ว่าอย่านิ่งนอนใจนั้น ไม่ใช่มีแต่มาตรการส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ประกาศกันออกมาเท่านั้น แต่ควรมีมาตรการเผื่อขาดเผื่อเหลือไว้รองรับด้วย หรือที่ฝรั่งเขามักจะต้องมี Plan B/Plan C ไว้รองรับ หาก Plan A ไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รอดูว่าจะออกหัวหรือออกก้อยนี้ ก็คงต้องหันไปดูเรื่องอื่นๆ กันบ้าง แต่คงไม่ใช่อะไรที่ไกลตัวมากนัก โดยเป็นเรื่องมาตรการของรัฐบาลอยู่นั่นเอง แต่คราวนี้เป็นมาตรการหนึ่งในหลายๆ มาตรการที่รัฐบาลพยายามลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม ซึ่งที่ผ่านมาเรามีบทเรียนที่เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลยุคทักษิณได้จับจุดอ่อนตรงนี้ แล้วใช้นโยบายประชานิยมจนเป็นที่นิยมอย่างถล่มทลาย รวมถึงเป็นเสมือนการตอกลิ่มให้เกิดความแตกแยกในสังคม โดยอ้างชนชั้น มาในรัฐบาลนี้จึงถือเป็นนโยบายสำคัญนโยบายหนึ่งที่จะลดความเหลื่อมล้ำ มีการใช้สารพัดมาตรการ เช่น การจะออกกฎหมายเก็บภาษีมรดก ซึ่งแม้จะไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำอะไรได้จริงจัง แต่ก็ทำเป็นเพียงสัญลักษณ์ หรือการจะออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่แม้จะไม่ได้ทำให้คนจนรวยขึ้น แต่ทำให้คนมีฐานะปานกลางหรือคนชายขอบจนลง ก็อาจจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำได้อีกรูปแบบหนึ่ง ถือเป็นการเพิ่มฐานของพีระมิดให้กว้างขึ้นจนเท่ากันหมด มาตรการล่าสุดที่มีการประกาศโครมครามมาก็คือ การให้ธนาคารของรัฐ ทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาระดมเงินไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยกันให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับประชาชน รวมทั้งเอสเอ็มอี (SME) และเกษตรกรเพื่อจะปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชนลดความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ นอกเหนือจากที่รัฐบาลกำลังจะลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายๆ โครงการ เช่น เรื่องรถไฟ เป็นต้น ซึ่งหวังว่าทั้งการลงทุนของรัฐบาลและการเทเงินลงไปในกลุ่มคนยากจน รวมถึง SME ครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า

พูดถึง SME ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2.7 ล้านราย แม้จะล้มหายตายจากไปมากพอสมควรในช่วงปลายสมัยรัฐบาลที่แล้ว แต่ไม่ว่ารัฐบาลสมัยไหนก็พยายามช่วย SME กันทั้งนั้น เรียกว่ากระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ทั้งพาณิชย์ อุตสาหกรรม คลัง ต่างก็มีสารพัดโครงการที่จะช่วย SME ขนาดที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รับผิดชอบโดยเฉพาะ หรือแม้แต่กระทรวงวิทยาศาสตร์ก็มีโครงการ เช่น ITAP ให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีกับ SME เราจะเห็นได้ว่า ทุกกระทรวงข้างต้นมีหน่วยบ่มเพาะธุรกิจเพื่อช่วย SME โดยมูลค่าผลผลิตสินค้าและบริการของ SME ไทยอยู่ที่ประมาณ 30-40% ของ GDP มีการจ้างงานประมาณ 80% ของการจ้างงานรวมทั้งหมด ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งดูดซับแรงงานแหล่งใหญ่ของประเทศ พอๆ กับภาคเกษตรกรรม ดังนั้นจึงไม่ผิดที่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ มะรุมมะตุ้มช่วย SME กัน แต่หากเทียบกับ SME ในประเทศอื่น อย่างเช่น ประเทศจีน ถ้าไม่นับจำนวน SME ซึ่งมีอยู่กว่า 10 ล้านราย เนื่องจากขนาดของประชากรและตลาด แต่นำมาเทียบเคียงเพียงเรื่องของผลผลิตสินค้าและบริการของ SME จะเห็นได้ว่ากรณีของจีนนั้น มีผลผลิตสินค้าและบริการถึง 60% ของ GDP ของประเทศ มีการชำระภาษีถึง 50% ของรายได้ของประเทศ และมีการจดสิทธิบัตรถึง 65% ตลอดจนผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาดถึง 80% ทั่วประเทศจีน ดังนั้น ยิ่งเศรษฐกิจของ SME เจริญเติบโตมากเท่าใด ก็จะดึงเศรษฐกิจของจีนให้เติบโตสูงขึ้นไปเท่านั้น ต่างจากกรณีของประเทศไทย ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจขณะนี้และในสภาพทรัพยากรจำกัด อาจต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะทุ่มเทให้กับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นดีหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าเป็นอุตสาหกรรมที่ในห่วงโซ่การผลิตมี SME อยู่มาก และยิ่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เหล่านี้มีความเข้มแข็งขึ้นมากเท่าใด และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ก็จะดึง SME ที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตให้เจริญเติบโตตามไป ทั้งนี้ รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศด้วย

ดังนั้น การวางนโยบายช่วย SME ก็ควรจะมีการบูรณาการ ไม่ใช่มะรุมมะตุ้มกันคนละไม้ละมือ และควรจะบูรณาการกับการวางนโยบายช่วยเหลืออุตสาหกรรมและการลงทุนขนาดใหญ่ไปพร้อมๆ กัน ให้เป็นภาพเดียวกัน จะได้มีแรงดึงจากภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ให้ SME ในห่วงโซ่อุปทานเจริญตามไปด้วย ไม่เช่นนั้นอาจพบกับปัญหาถมเท่าไรก็ไม่เต็ม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท