
ฟังข้อมูลให้ครบถ้วน
มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการเปิดให้เอกชนยื่นคำขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ออกไปอีก จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 18 ก.พ. 2558 เป็นสิ้นสุดในวันที่ 16 มี.ค. 2558 เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถือเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลจะได้นำข้อมูลที่ครบถ้วนในการตัดสินใจใช้อำนาจการบริหารไปตัดสินใจชี้ชะตาทิศทางประเทศ
มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการเปิดให้เอกชนยื่นคำขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ออกไปอีก จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 18 ก.พ. 2558 เป็นสิ้นสุดในวันที่ 16 มี.ค. 2558 เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถือเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลจะได้นำข้อมูลที่ครบถ้วนในการตัดสินใจใช้อำนาจการบริหารไปตัดสินใจชี้ชะตาทิศทางประเทศ
แม้ว่าระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 1 เดือน ที่รัฐบาลยอมขยายออกไปอาจจะสั้นเกินไป สำหรับการตัดสินใจปรับเปลี่ยนแนวทางของกระทรวงพลังงาน แต่อย่างน้อยรัฐบาลจะได้พิจารณาถึงข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น
การยึดติดกับแนวคิดแต่เพียงว่าระบบสัมปทานเหมาะสมกับประเทศ เพราะผู้ที่ได้รับสิทธิสำรวจสัมปทานต้องเสียค่าใช้จ่ายเองและรับกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งกฎหมายยังเอื้อกับระบบสัมปทาน และรัฐได้ประโยชน์สูงสุดอาจไม่เพียงพอ สำหรับการตัดสินใจเปิดสัมปทานการขุดเจาะปิโตรเลียมที่จะผูกติดกับภาระประชาชนในชาติไปอีกอย่างน้อย 20-30 ปี
เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์ทางด้านพลังงานของประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก เห็นได้จากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ทำให้แรงกดดันในการจัดซื้อจัดหาก๊าซธรรมชาติมารองรับการใช้ในประเทศมีแรงกดดันน้อยลง
ขณะเดียวกัน ฐานข้อมูลของประเทศไทยในเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญกลับมีข้อเท็จจริงบางประการที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ กระทรวงพลังงานยืนยันว่า ถ้าไม่เร่งเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบ 21 ประเทศจะไม่มีก๊าซธรรมชาติใน 7 ปีข้างหน้า แต่ฐานข้อมูลของบริษัท ปตท.ซึ่งเป็นผู้ค้ารายใหญ่ของประเทศในเรื่องก๊าซธรรมชาติกลับระบุในข้อมูลของบริษัทว่า แม้จะไม่มีการสำรวจและผลิตเพิ่ม แต่ประเทศไทยจะมีก๊าซธรรมชาติใช้ไปได้อีก 20 ปี
นอกจากนี้ หากสามารถบริหารด้านการใช้พลังงานของประเทศอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลจะสามารถมีระยะเวลาในการตัดสินใจที่เป็นประโยชน์กับประเทศได้ เพราะปัจจุบันกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศ ซึ่งกว่า 70% ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง ขณะนี้เกินความต้องการอยู่จริงถึง 25% และถ้าแผนการซื้อไฟฟ้ายังเดินหน้าในเงื่อนไขเดิมต่อไป กำลังผลิตไฟสำรองของประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 44% นั่นหมายถึงว่ามีปริมาณก๊าซที่เพียงพอหากมีการจัดการที่ดี
ระยะเวลาที่รัฐบาลขยายเวลาการเปิดสัมปทานออกไป จะเป็นโอกาสของประเทศไทยในการกำหนดยุทธศาสตร์การปฏิรูปพลังงานให้เกิดรูปธรรม โดยใช้ข้อมูลของทุกภาคส่วนในฐานะที่่เป็นหุ้นส่วนประเทศไทยมาเป็นฐานในการตัดสินใจก่อนจะใช้อำนาจทางการบริหารไปดำเนินการ







