
ชำแหละกม.ศาลทหาร ปมเดือดเขย่ากองทัพ
กลายเป็นเรื่องไม่เป็นเรี่องขึ้นมาทันที สำหรับร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ภายหลัง “แบรด อดัมส์”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็นเรื่องไม่เป็นเรี่องขึ้นมาทันที สำหรับร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ภายหลัง “แบรด อดัมส์” ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียขององค์กรสิทธิมนุษยชน หรือฮิวแมนไรต์สวอตช์ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทบทวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นการด่วน เนื่องจากเห็นว่ามีบทบัญญัติที่เป็นการเพิ่มอำนาจให้กับทหารเกินความจำเป็น
“การมอบอำนาจให้ทหารควบคุมตัวพลเรือนโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบใดทั้งสิ้น ถือเป็นการปกครองประเทศที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและถือเป็นการละเมิดคำสัญญาของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งกล่าวเสมอว่าจะเร่งคืนอำนาจประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน” ส่วนหนึ่งในคำแถลงการณ์เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา
แถลงการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ฝ่ายความมั่นคงและนิติบัญญัติต้องออกมาชี้แจงกันพัลวันเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก และ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.
ทั้งนี้ สำหรับร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ทาง สนช.ได้มีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ในวาระแรกไปก่อนหน้าแล้ว ซึ่งล่าสุดคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ได้พิจารณาเสร็จแล้วและส่งเรื่องมาให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาว่าจะลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ ในวันที่ 19 ก.พ.
สาระสำคัญของกฎหมายศาลทหารฉบับใหม่มีด้วยกัน 2 ส่วน
ส่วนแรก คือ ค่าตอบแทน โดยให้ตุลาการพระธรรมนูญและอัยการทหารได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่ง โดยเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนและเงินประจำตำแหน่งของผู้พิพากษาหรือตุลาการศาลอื่นและพนักงานอัยการ ซึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงกลาโหมกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
ส่วนที่สอง คือ กระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งในเรื่องนี้มีประเด็นที่ถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศวิพากษ์วิจารณ์ตรงที่ “อำนาจการควบคุมผู้ต้องหาในกรณีพิเศษ”
ประเด็นดังกล่าวอยู่ในมาตรา 46 โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การให้ผู้บังคับบัญชาทหารสามารถอ้างถึงเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็น เพื่อควบคุมผู้ต้องหาที่กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ โดยไม่จำเป็นต้องขออำนาจศาล แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการควบคุมตัวตามประมวลกฎหมายแล้วจะต้องไปขออำนาจศาลเพื่อควบคุมตัวต่อไป
ตรงนี้เองเป็นชนวนเหตุให้เกิดข้อสงสัย ว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นการเพิ่มอำนาจให้ทหารสามารถควบคุมตัวพลเรือนได้หรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 37/2557 ที่กำหนดให้ผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงต้องขึ้นศาลทหารอยู่
พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล สมาชิก สนช.ในฐานะประธานคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ชี้แจงว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ได้มีผลบังคับใช้กับพลเรือน แต่เป็นการใช้กับทหารเท่านั้นและใช้เฉพาะกรณีพิเศษ เช่น หากเกิดเหตุการณ์ที่ทหารทำผิดวินัยรุนแรงแต่ไม่สามารถให้ศาลทหารมีคำสั่งควบคุมตัวในเวลานั้นได้ ก็จำเป็นต้องให้ผู้บังคับบัญชาทหาร ณ ที่แห่งนั้นดำเนินการไปก่อนเพื่อแก้ไขปัญหา
พล.ร.อ.วัลลภ กล่าวอีกว่า กฎหมายศาลทหารฉบับนี้ไม่ได้เชื่อมโยงถึงประกาศ คสช.และการประกาศกฎอัยการศึก เพราะส่วนใหญ่ถ้าเป็นคดีที่พลเรือนกระทำความผิดก็จะต้องส่งให้ศาลพลเรือนพิจารณา ซึ่งเท่ากับว่าอยู่ดีๆ ทหารจะไปควบคุมตัวใครไม่ได้
เช่นเดียวกับ พล.ร.ท.กฤษฎา เจริญพานิช สมาชิก สนช. และเลขานุการคณะ กมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะบังคับใช้กับทหารที่กระทำความผิดเท่านั้น ไม่ได้เป็นกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับทหารหรือไปละเมิดสิทธิของพลเรือนแต่อย่างใด
พล.ร.ท.กฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเรื่องอำนาจของทหารในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยชั่วคราวนั้นจะต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ที่มีอำนาจควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน จึงอยากเรียกร้องว่าไม่ควรนำกฎหมายฉบับนี้มาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งคณะกมธ.วิสามัญฯ เตรียมข้อมูลจะไปชี้แจงต่อที่ประชุม สนช. เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ดีในวันที่ 19 ก.พ.
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะ กมธ.วิสามัญกิจการ สนช. กล่าวว่า การพิจารณากฎหมายทุกฉบับแม้จะผ่านความเห็นชอบจากคณะ กมธ.วิสามัญฯ แล้ว แต่เมื่อเข้าในสภาก็สามารถมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความเหมาะสมได้ แต่เท่าที่ดูเนื้อหาในกฎหมายฉบับนี้เห็นว่าเป็นการเขียนให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมาย ซึ่งเป็นอำนาจที่มีอยู่เดิมแล้ว







