
กรีซส่อพ้นยูโรโซน ไร้เงินช่วย-สภาพคล่องไม่เหลือ
การประจันหน้าระหว่างรัฐบาลกรีซ นำโดยนายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส แห่ง พรรคไซรีซา กับเหล่าเจ้าหนี้
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
การประจันหน้าระหว่างรัฐบาลกรีซ นำโดยนายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส แห่ง พรรคไซรีซา กับเหล่าเจ้าหนี้ ซึ่งนำโดยชาติสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เพียงทำให้นักลงทุนทั่วโลกต้องตกอยู่ในภาวะเคร่งเครียด เพราะไม่เพียงวิตกต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของภูมิภาคยุโรปและเศรษฐกิจโลกโดยรวมเท่านั้น แต่การเจรจาที่มีแนวโน้มยืดเยื้อไม่จบสิ้นข้างต้นนี้ ยังส่งผลให้ความเป็นไปได้ที่กรีซจะต้องออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มยูโรโซนมีมากขึ้นเรื่อยๆ
เท่านั้นไม่พอ บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนักต่างลงความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า ต่อให้ประเทศกรีซไม่ต้องการพ้นจากสถานะสมาชิกภาพของยูโรโซน แต่สถานการณ์แวดล้อมอาจเป็นปัจจัยบีบให้กรีซต้องออกไปโดยปริยาย
ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจกับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศกรีซกันเสียก่อนว่า ผลพวงจากความไม่แน่นอน อันมีเหตุปัจจัยหลักจากระดับหนี้ที่ท่วมท้นเกือบ 175% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ร่วมกับการเติบโตที่ชะลอตัว ทำให้ทั้งรัฐบาลกรีซ เอกชน หรือชาวกรีซที่ต้องการกู้ยืมเงินไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนในตลาดต่างประเทศได้
ดังนั้น แหล่งทุนที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับภาคการเงินการธนาคารของกรีซในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็คือเงินจากกองทุนช่วยเหลือชาติสมาชิกยูโรโซนเป็นหลัก อย่างกองทุนกู้วิกฤตของยูโรโซน นอกจากนั้นกรีซยังได้รับเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งมีกองทุนช่วยเหลือกรีซภายใต้กองทุนความช่วยเหลือเพิ่มสภาพคล่องฉุกเฉิน (อีแอลเอ)
เท่ากับว่า ถ้าการประนีประนอมกับเจ้าหนี้ของกรีซล้มเหลว เงินช่วยเหลือข้างต้นย่อมต้องถูกระงับ ซึ่งจะหมายความว่า กรีซจะไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามกำหนด โดยบลูมเบิร์กรายงานว่ามีมูลค่าอยู่ที่ราว 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ตามแผนงบประมาณปี 2015 โดยไม่รวมหนี้จากพันธบัตรและตราสารหนี้
เจนนิเฟอร์ แมคโนว์น นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แสดงความเห็นว่า ในกรณีที่ยังไม่สามารถหาทางบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ อีซีบี หนึ่งในเจ้าหนี้รายใหญ่ของกรีซน่าจะตัดสินใจระงับอีแอลเอ ซึ่งจะส่งผลให้กรีซไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องตัดใจเดินออกจากยูโรโซน
ขณะเดียวกัน การที่กรีซไม่มีเงินช่วยเหลือก้อนดังกล่าวยังหมายความว่ารัฐบาลกรีซจะไม่สามารถชำระหนี้ระยะสั้นที่ค้างชำระอยู่มูลค่า 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐได้อีกด้วย โดยในปัจจุบันภายใต้เงินช่วยเหลือจากเจ้าหนี้ข้างต้น ภาคธนาคารของกรีซ มีเงินหมุนเวียนในระบบเพียงพอต่อการบริหารจัดการหนี้ และสภาพคล่องของรัฐบาล
เท่านั้นไม่พอ การที่อีซีบีออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่รับพันธ บัตรกรีซเป็นหลักทรัพย์ประกันในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ส่งผลให้เริ่มมีการแห่ถอนเงินออกจากภาคธนาคารอย่าง ต่อเนื่อง จนจำกัดความสามารถของภาคธนาคารในการออกธนบัตรใหม่
บรรดานักวิเคราะห์เริ่มประมวลแล้วว่า หากในที่สุดแล้ว การเจรจาหาทางแก้ปัญหาหนี้กรีซประสบความล้มเหลว ความช่วยเหลือและกองทุนที่กรีซจะต้องสูญเสียไปนั้นมีมากมายมหาศาล แถมยังเป็นการสูญเสียที่จะทำให้กรีซหมดทางถอยจนต้องออกจากยูโรโซน
ทั้งนี้ ความช่วยเหลือที่กรีซต้องเสียกรณีที่การเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ ประกอบด้วย 1) กองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) มูลค่า 1.09 หมื่นล้านยูโรที่จะสิ้นอายุในวันที่ 28 ก.พ.นี้ 2) ความสามารถในการออกพันธบัตรเพื่อระดมทุน ซึ่งตามข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับอีซีบี ทำให้ชาติสมาชิกยอมรับพันธบัตรกรีซ 3) เงินช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ มูลค่าราว 1.25 หมื่นล้านยูโร และ 4) กองทุนอีแอลเอ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ราว 6.5 หมื่นล้านยูโร
เรียกได้ว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ภาคธนาคารขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง และรัฐบาลกรีซไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนกู้ยืมอื่นๆ ได้ เศรษฐกิจกรีซย่อมตกอยู่ในสภาวะชะงักงัน ไม่สามารถเดินต่อไปได้
แน่นอนว่า เมื่อไม่มีประเทศไหนอยู่รอดได้โดยปราศจากเงิน กรีซย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพิมพ์ธนบัตรขึ้นมาใช้เองภายในประเทศ ซึ่งในกรณีที่ถึงขั้นตอนนี้ ย่อมหมายความว่ากรีซได้เริ่มนับถอยหลังสู่
การก้าวออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนเรียบร้อยแล้ว
ไมค์ เบิร์ด นักวิเคราะห์จากเว็บไซต์บิซิเนส อินไซเดอร์ คาดการณ์ต่อไปว่า เมื่อสกุลเงินดรักมาของกรีซกลับมาอีกครั้ง ความโกลาหลวุ่นวายน่าจะเกิดขึ้นในระดับที่รุนแรงพอสมควร โดยรัฐบาลกรีซอาจต้องออกมาตรการต่างๆ รวมถึงการควบคุมปริมาณการถอนเงินออกจากภาคธนาคาร
ขณะที่บาร์เคลย์สคาดการณ์ว่าการพิมพ์ธนบัตรของกรีซ ท่ามกลางสถานการณ์ทางการคลังของประเทศที่ขาดแคลนทุนสำรอง จะทำให้ธนบัตรใหม่ที่ออกมาไร้มูลค่า และอ่อนค่าอย่างมากราว 45-85% เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักของโลกอย่างสกุลเงินเหรียญสหรัฐหรือสกุลเงินเยน ญี่ปุ่น อีกทั้งยังทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง จนเศรษฐกิจกรีซเผชิญหน้ากับสภาวะชะงักงัันทันที
ทั้งนี้ แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ถึงผลกระทบจากการออกจากยูโรโซนของกรีซ แต่หลายฝ่ายเชื่อมั่นว่า วันที่กรีซก้าวออกจากยูโรโซนจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภูมิภาคในทันที และชาติสมาชิกที่เหลืออาจต้องใช้เวลาพอสมควรในการกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา
อย่างไรก็ตาม การที่กรีซและยูโรโซนยังไม่สามารถหาทางประนีประนอมในเรื่องเงื่อนไขการช่วยเหลือที่กรีซต้องการมาตรการผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยูโรโซนต้องการให้รักษาวินัยทางการคลัง เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ ท่ามกลางกำหนดเส้นตายที่งวดเข้ามาทุกขณะ ความเป็นไปได้ที่กรีซจะเผชิญปัญหาสภาพคล่องในภาคการเงินการธนาคารของตัวเองย่อมมีมากขึ้น และปัญหาสภาพคล่องนี้จะกลายเป็นแรงบีบสำคัญที่กรีซจำเป็นและจำใจต้องออกจากยูโรโซนในที่สุด







