posttoday
กับดักภาคเอกชน บีบธปท.ลดดอกเบี้ย

กับดักภาคเอกชน บีบธปท.ลดดอกเบี้ย

18 กุมภาพันธ์ 2558

พลันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแล 2 เรื่อง คือ อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย

โดย...เสารส รณเกียรติ

พลันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแล 2 เรื่อง คือ อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย

ให้สัมภาษณ์หลังจาก อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงข่าวเรียกร้องให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

งานนี้ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

แต่สื่อทุกสำนักก็ตีความไปแล้วว่า รัฐบาลกำลังบีบให้ ธปท.ลดดอกเบี้ย

หรืออีกนัยหนึ่ง รัฐบาลกำลังแทรกแซงการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. ทั้งที่บรรยากาศนี้ห่างหายไปนานแล้ว และเป็นที่รู้กันว่าปัจจุบันการตัดสินใจลดหรือขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้อยู่ในมือ ธปท.เพียงฝ่ายเดียว เพราะกฎหมายใหม่กำหนดให้เป็นการตัดสินใจในรูปของคณะกรรมการ ที่มีชื่อว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่นอกจากจะมีตัวแทนจาก ธปท.แล้ว ยังมีตัวแทนจากฝ่ายอื่นๆ รวมทั้ง อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. และนักวิชาการคนนอกอีก 2-3 คน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้นที่ต้องการให้ ธปท.เข้ามาดูแลเรื่องดอกเบี้ย ที่ผ่านมาภาคเอกชนทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หรือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต่างก็เรียกร้องให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยมาตลอด โดยเฉพาะช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาทางการเมือง

และล่าสุด เสียงร้องเรื่องให้ลดดอกเบี้ย ก็มาจากบรรดาพ่อค้าผู้ส่งออก เพราะช่วงนี้ตลาดต่างประเทศซบเซาจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาด ทำให้ยอดสั่งซื้อสินค้าลดลง ขณะที่เงินบาทก็แข็งค่าขึ้น ทำให้ขายของได้เงินเหรียญสหรัฐมาแลกเงินบาทได้น้อยลงไปอีก

ขณะที่เลขาธิการ สศช.ก็ออกมาสนับสนุนเรื่องการลดดอกเบี้ย โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยไม่มีปัญหาเงินเฟ้อแล้ว โดยเฉพาะหลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงกว่า 50% ส่งผลให้เงินเฟ้อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ธปท.จึงไม่ต้องห่วงว่า หากลดดอกเบี้ยลงจะไปกระตุ้นเงินเฟ้อให้สูงขึ้น รวมทั้งดอกเบี้ยแท้จริงปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว นโยบายการเงินจึงควรมาสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

และแม้จะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า สศช.ต้องการให้ลดดอกเบี้ย เพื่อลดแรงกดดันเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนกระทบการส่งออกและทำให้เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาดด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องให้มีการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น รวมทั้งทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงช่วยให้การส่งออกดีขึ้นนั้น จะเป็นจริงหรือไม่ ยังมีข้อน่าสังเกตอยู่

เพราะที่ผ่านมา ฝ่ายวิจัยหลายธนาคาร รวมทั้งคณะกรรมการ กนง.บางราย เช่น เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ และ วิรไท สันติประภพ ต่างเห็นตรงกันว่า การลดอัตราดอกเบี้ยในเวลานี้คงไม่มีผลทั้งต่ออัตราแลกเปลี่ยน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หรือปัญหาเงินฝืด

โดยในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ส่วนใหญ่ต่างเห็นว่า แนวโน้มนับจากนี้ไปถึงปลายปี เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าลงตามการไหลออกของเงินทุนต่างชาติกลับไปสหรัฐ จากการเลิกมาตรการคิวอีและเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย

แต่ขณะเดียวกัน ก็จะมีบางช่วง บางจังหวะ ที่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้น เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หากดูในรายละเอียดจะพบว่า เงินทุนที่ไหลเข้าไม่ได้เป็นเพราะดอกเบี้ยของไทยสูงจนดึงดูดให้เงินไหลเข้ามา เพราะถ้าเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ที่ 2% จะพบว่าแทบต่ำสุดในภูมิภาคนี้ โดยมาเลเซียอยู่ที่ 3.25% ขณะที่อินโดนีเซียขึ้นไปสูงถึง 7.75% หรือจีนดอกเบี้ยอยู่ที่ 5.6%

เพราะฉะนั้นดอกเบี้ยของไทยจึงไม่มีแรงดึงดูดเงินไหลเข้าเทียบเท่ากับอัตราดอกเบี้ยของอินโดนีเซีย มาเลเซีย แต่สาเหตุที่เงินบาทแข็งค่ากว่าทั้งสองประเทศ เพราะราคาน้ำมันที่ลดลง ส่งผลให้มาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันเป็นรายได้หลัก เกินดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงทันทีจากราคาน้ำมันที่ลดลง ส่วนไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้ากลับมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงขึ้น เพราะมูลค่านำเข้าลดลง

โดยล่าสุด สศช.ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ เป็น 18.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 100% จากประมาณการเดิมที่ 8.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อไทยประหยัดเงินเหรียญสหรัฐที่ต้องนำไปใช้ซื้อน้ำมัน เงินบาทก็ต้องแข็งค่าขึ้นปกติ

เงินบาทแข็งค่าในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องชั่วคราว และการลดดอกเบี้ยก็ไม่น่าจะช่วยอะไรได้มาก

แต่สิ่งที่เป็นมาโดยตลอดและแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง คือ การปรับตัวของผู้ส่งออกของไทยให้รับมือเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป

ที่ผ่านมา ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่สดใส ทำให้ผู้ส่งออกของไทยต่างติดหล่มและชะล่าใจกับยุคทองของการส่งออกที่เติบโตปีละ 10-20% จนไม่คิดที่จะปรับตัว หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งทำการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตนเอง แม้รัฐบาลจะสนับสนุนด้วยการลดภาษีให้กับค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาแล้วก็ตาม

การวิจัยและพัฒนาที่พูดกันมานับสิบปีนั้น เป็นเรื่องสำคัญต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรม เพราะจะทำให้ไทยผลิตสินค่าที่มีคุณภาพ มีความแตกต่าง และมูลค่าเพิ่มสูง สามารถหลีกหนีการแข่งขันกับสินค้าในประเทศที่มีค่าแรงต่ำ อย่าง เขมร เวียดนาม พม่า รวมทั้งจีน เจ้าแห่งการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม

แต่เท่าที่เห็น ปัจจุบันมีเพียงผู้ส่งออกไม่กี่รายที่ทำได้สำเร็จ สามารถสร้างอำนาจต่อรองในตลาดโลกได้

ขณะที่ส่วนใหญ่ยังย่ำอยู่กับวลีเดิมๆ คือให้รัฐบาลช่วย ทั้งเรื่องภาษี ดอกเบี้ย และค่าเงินบาท

เพราะฉะนั้นแทนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะขอให้ ธปท.ดูแลเรื่องอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ซึ่งไม่แน่ว่าจะแก้ปัญหาการส่งออกหรือกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

พล.อ.ประยุทธ์ ก็ควรหันมากระตุ้นให้ภาคเอกชนปรับโครงสร้างการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการส่งออกในระยะยาว

ถือเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นพันธกิจหนึ่งในการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จ และส่งผลดีต่อประเทศมากกว่า

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง