
สัมปทานรอบ 21 เดิมพันอนาคตประยุทธ์
ประเมินทิศทางลมเวลานี้คงยากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ประเมินทิศทางลมเวลานี้คงยากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะดึงดันเดินหน้าฝ่ากระแสค้านลุยเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ต่อไป
ทางออกเฉพาะหน้าจึงอยู่ที่การเบรกเรื่องนี้เอาไว้ เลื่อนการเปิดสัมปทานในวันที่ 18 ก.พ.นี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด รอการรับฟังความคิดเห็นผ่านเวทีที่จะจัดขึ้นในวันที่ 20 ก.พ.นี้ พร้อมคำชี้แจงจาก พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “เราไม่ได้ถอยเพราะกลัว แต่อยากให้มีการทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น”
แน่นอนว่านี่เป็นทางเลือกที่่ดีที่สุดเวลานี้ อย่างน้อยก็เป็นการระบายความตึงเครียดที่เริ่มคุกรุ่นขึ้น เพราะหากไม่ชะลอเรื่องนี้ออกไป ย่อมอาจบานปลายกลายเป็นกระแสต่อต้านรัฐบาล คสช.ที่รุนแรงในอนาคต
เมื่อกลุ่มคนคัดค้านเรื่องนี้ไม่ใช่มีจำนวนเพียงแค่หยิบมือที่จะหลับหูหลับตาไม่รับฟังความคิดความเห็น แต่อาจเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมที่ยังมีคำถามและข้อกังขาต่อการเปิดสัมปทานรอบนี้ว่าจำเป็นต้องเร่งรัดเดินหน้าเวลานี้หรือไม่
ทั้งที่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาติจำนวนมหาศาลและมีระยะเวลาผูกพันยาวนานหลายปี ลำพังแค่เหตุผลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานที่หยิบยกมาเป็นข้ออ้างนั้นยังไม่อาจด่วนสรุปว่ามีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่
การหักด้ามพร้าด้วยเข่าฝืนลุยเปิดสัมปทานอย่างที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ย่อมอาจเป็นการผลักมิตรไปเป็นศัตรู บีบให้กลุ่มคนที่เคยยืนอยู่ฝั่งเดียวกับ คสช.ก่อนหน้านี้ต้องตัดใจหันไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม และจะย้อนกลับมาเป็นปัญหาต่อ คสช.ในที่สุด
ดังจะเห็นเวลานี้กลุ่มคนที่เปิดหน้าคัดค้านการเปิดสัมปทานมีทั้งกลุ่มเอ็นจีโอ ภาคประชาสังคม เครือข่ายที่ทำงานด้านพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง เรื่อยไปจนถึงกลุ่มชนชั้นกลาง และล่าสุดแม้แต่ อภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เปิดหน้าร่วมลงรายชื่อเรียกร้องให้ชะลอการเปิดสัมปทานออกไปจนกว่าจะมีการศึกษาหาข้อมูล หรือคำนวณรูปแบบการลงทุน การแบ่งผลประโยชน์ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด
ยิ่งกว่านั้นการชะลอการเปิดสัมปทานเวลานี้ยังช่วยลดข้อครหาเรื่องการมีธงล่วงหน้าของ คสช.ก่อนหน้านี้ เพราะหากจำกันได้ ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ หลังรัฐประหาร คล้ายจะสนับสนุนให้เดินหน้าเปิดสัมปทาน ท่ามกลางเสียงทักท้วงว่าอยากให้รอดูท่าทีหรือความชัดเจนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่กำลังประชุมหาข้อสรุปถึงแนวทางการพัฒนาระบบพลังงาน
แม้แต่ภายหลัง สปช.มีมติไม่เห็นชอบกับการเดินหน้าเปิดสัมปทานรอบนี้ เพราะต้องการให้พิจารณาระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ให้เรียบร้อยก่อน แต่นั่นก็ไม่อาจทัดทานการตัดสินใจของรัฐบาลได้
ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังของการเดินหน้าเปิดสัมปทานจะเป็นเรื่องของความมั่นคงทางพลังงานที่จำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานทดแทน หรือจะเชื่อมโยงไปถึงผลประโยชน์ใดๆ เบื้องหน้าเบื้องหลังใดๆ ก็ตาม แต่ท่าทีการรีบเร่งรวบรัดเดินหน้าย่อมไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม เวทีรับฟังความเห็น 20 ก.พ. ที่จะเปิดให้แต่ละฝ่ายได้มาแสดงเหตุผลถึงข้อดีข้อเสีย เพื่อจะได้ชั่งน้ำหนักกันอย่างถูกต้องรอบด้านนั้น กลับมองว่าเป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม” ในช่วงทดเวลารอเดินหน้าเปิดสัมปทาน
ในเมื่อเรื่องก๊าซธรรมชาติที่เป็นผลประโยชน์ก้อนโต มีเรื่องต้องพิจารณาทั้งความคุ้มค่าการลงทุน มิติทางด้านกฎหมาย ที่ให้ถกเถียงกันได้หลายแง่มุม การขีดเส้นบังคับให้จบภายในวันเดียวย่อมยากจะนำไปสู่ทางเลือกซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกันได้
ทั้งที่เรื่องพลังงานอาจถึงขั้นจำเป็นต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านและอาจต้องถึงขั้นทำประชาพิจารณ์อย่างลึกซึ้ง ให้สังคมไปจนถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันขบคิด แม้จะไม่ได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันทุกฝ่าย แต่การพิจารณาความเห็นอย่างรอบคอบ รอบด้าน ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าดึงดันจะเปิดสัมปทานโดยไม่ฟังเสียงทัดทาน
อย่างน้อยก็ยังได้เป็นหลักประกันหากเกิดผลเสียหาย ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ หรือ คสช.จะต้องมาเป็นผู้แบกรับไว้เพียงผู้เดียว เพราะได้ผ่านการระดมความเห็นจากหลายฝ่าย ไม่ใช่การทุบโต๊ะสั่งการให้เป็นไปอย่างที่ต้องการ โดยเฉพาะกับเรื่องพลังงานที่โยงใยทั้งผลประโยชน์ในชาติและต่างชาติ
การเปิดสัมปทานรอบนี้จึงไม่ได้มีมิติที่เกี่ยวข้องเฉพาะแค่ด้านความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์ไปถึงความมั่นคงของรัฐบาล คสช. และเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่หากมีความผิดพลาด ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและอนาคตของ พล.อ.ประยุทธ์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง







