posttoday
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (26)

ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (26)

17 กุมภาพันธ์ 2558

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

คดีที่ศาลพลิกคำตัดสินกรณีการแบ่งแยกผิว คือ คดีระหว่าง โอลิเวอร์ บราวน์ และคณะ กับคณะกรรมการการศึกษาแห่งโทปีกาและคณะที่ตัดสินเมื่อปี พ.ศ. 2497

ในปี พ.ศ. 2494 มีการฟ้องคดีกลุ่ม (Class Action) ที่ศาลแขวงในแคนซัส กลุ่มผู้ฟ้องคดีคือพ่อแม่ 13 คน ของเด็กนักเรียน 20 คน ในเมืองโทปีกา ฟ้องคณะกรรมการการศึกษาของเมืองนั้น ให้ยกเลิกนโยบายแบ่งแยกผิวในนักเรียนชั้นประถม ที่กฎหมายของมลรัฐแคนซัสอนุญาต (แต่ไม่บังคับ) ให้ทางการแยกห้องเรียนเด็กผิวขาวกับเด็กผิวสีได้ใน 12 ชุมชน ซึ่งมีประชากรกว่า 1.5 หมื่นคน

โอลิเวอร์ แอล. บราวน์ หนึ่งในผู้ฟ้องคดี เป็นพ่อของเด็ก มีอาชีพเป็นช่างเชื่อมในร้านของบริษัทรถไฟซานตาเฟ และเป็นพระผู้ช่วยในโบสถ์ของท้องถิ่น เป็นคนผิวดำ ลูกสาวของเขาคือลินดา เรียนชั้นประถม 3 ต้องเดินเป็นระยะทาง 6 ช่วงตึก ไปรอรถโรงเรียน เพื่อไปโรงเรียนประถมมอนโรซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 1 ไมล์ ขณะที่โรงเรียนประถมซัมเนอร์สำหรับเด็กผิวขาวอยู่ห่างจากบ้านเธอเพียง 7 ช่วงตึก

คณะกรรมการที่จัดการฟ้องคดี เริ่มงานโดยให้พ่อแม่เด็กสมัครเข้าโรงเรียนของเด็กผิวขาวใกล้บ้าน แต่ถูกปฏิเสธหมด จึงฟ้องคดีต่อศาลแขวง ศาลตัดสินยกฟ้องโดยอ้างคำพิพากษาของศาลสูงสุดคดีเพลสซี แม้องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 3 ท่าน จะพบว่าการแบ่งแยกผิวก่อผลเสียแก่เด็กนิโกร แต่เห็นว่าโรงเรียนของเด็กผิวขาวและผิวสีในละแวกนั้น มีคุณภาพใกล้เคียงกัน ทั้งอาคาร การขนส่ง หลักสูตร และคุณภาพครู

ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด ซึ่งมีคดีอื่นที่คล้ายกันอีก 4 คดีขึ้นสู่การพิจารณา คือ คดีจากมลรัฐเซาท์แคโรไลนา เวอร์จิเนีย เดลาแวร์ และวอชิงตัน ดี.ซี. ทุกคดีดำเนินการโดยคณะกรรมการชุดเดียวกัน คดีจากมลรัฐเวอร์จิเนีย เริ่มโดยมีนักเรียน 450 คน ประท้วงเดินออกจากห้องเรียน และคดีจากเดลาแวร์ ที่ศาลสูงสุดมลรัฐตัดสินแล้วว่าการแบ่งแยกผิดกฎหมาย นอกนั้นศาลชั้นต้นตัดสินว่าการแบ่งแยกชอบด้วยกฎหมาย

คดีของบราวน์มีลักษณะเด่นคือไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีความแตกต่างชัดเจนในสภาพของโรงเรียน หลักสูตร และครูระหว่างโรงเรียนของเด็กผิวขาวกับผิวสี หัวหน้าคณะทนายฝ่ายโจทก์ คือ เธอร์กูด มาร์แชล ซึ่งต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลสูงสุดเมื่อปี พ.ศ. 2510 หัวหน้าทีมทนายฝ่ายรัฐคือ พอล วิลสัน ผู้ช่วยอัยการสูงสุด ซึ่งต่อมาเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณด้านกฎหมายในมหาวิทยาลัยแคนซัส

ศาลเริ่มไต่สวนคดีตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี พ.ศ. 2496 แต่ไม่สามารถตัดสินได้ จึงเปิดรับฟังอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกัน มุ่งพิจารณาประเด็นว่า บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ที่มุ่งคุ้มครองเรื่องความเสมอภาค จะห้ามมิให้แบ่งแยกโรงเรียนของรัฐระหว่างเด็กผิวขาวกับผิวดำหรือไม่

ตุลาการมีความเห็นแตกต่างกัน เสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับการแบ่งแยก และฝ่ายเสียงข้างมากต้องการโน้มน้าวฝ่ายที่เห็นต่างให้มาเห็นด้วยกันเป็นเอกฉันท์ เพราะประเด็นเรื่องนี้มีความละเอียดอ่อน และศาลก็ประกาศคำพิพากษาเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2497 ว่าการแบ่งแยกในโรงเรียนของรัฐไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

เหตุผลสำคัญในคำพิพากษา คือ แม้การแบ่งแยกโรงเรียนระหว่างเด็กผิวขาวกับผิวดำจะสามารถสร้างความเสมอกันในคุณภาพของอาคาร สถานที่ อุปกรณ์ และครู แต่การแบ่งแยกโดยตัวของมันเองย่อมเป็นอันตรายต่อนักเรียนผิวดำ และไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยพบว่ามีผลกระทบทั้งทางด้านจิตใจและสังคมอย่างมีนัยสำคัญต่อเด็กนักเรียนผิวดำ คำถามจึงมิใช่โรงเรียนมีความเสมอกันหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าสิทธิการแบ่งแยกชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ “ไม่” อย่างแน่นอน สิทธิ “แบ่งแยกแต่เสมอภาค” จึงใช้ไม่ได้ และขัดต่อบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14

หลังคำพิพากษา รัฐส่วนใหญ่ปฏิบัติตามโดยดุษณี แต่บางรัฐต่อต้านอย่างรุนแรง ในมลรัฐเวอร์จิเนีย วุฒิสมาชิก แฮรี เอฟ.บายร์ค ซีเนียร์ ประกาศขบวนการต่อต้านอย่างกว้างขวาง แทนที่จะเลิกแบ่งแยกกลับประกาศปิดโรงเรียนในมลรัฐเทกซัส

การต่อต้านคำพิพากษานี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกหลายปี ในปี 2500 ในมลรัฐอาร์คันซอ ออร์แวล ฟอบัส ผู้ว่าการรัฐ เรียกระดมกองกำลังพิทักษ์ชาติของรัฐให้ออกมาปิดกั้นเด็กนักเรียนผิวดำมิให้เข้าโรงเรียนมัธยมลิตเติลร็อก จนประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ต้องสั่งการให้หน่วยกองกำลังทางอากาศ ที่ค่ายแคมป์เบลล์ มลรัฐเคนทักกี เข้าไปแก้ปัญหา

ในปีเดียวกัน ในมลรัฐฟลอริดา ฝ่ายนิติบัญญัติลงมติประณามคำพิพากษา และประกาศให้คำพิพากษาไม่มีผลบังคับใช้ แต่ เลอรอย คอลลิน ผู้ว่าการรัฐ ไม่ยอมร่วมลงนามในมตินั้น

ในปี 2506 จอร์จ วอลเลซ ผู้ว่าการมลรัฐแอละบามา ออกไปปิดกั้นหอประชุมฟอสเตอร์ในมหาวิทยาลัยแอละบามา เพื่อขัดขวางการรับนักศึกษาผิวดำสองคน วอลเลซประกาศทำตามนโยบาย “แบ่งแยกเดี๋ยวนี้ แบ่งแยกพรุ่งนี้ แบ่งแยกตลอดไป” ที่แถลงในพิธีรับตำแหน่งในปี 2506 แต่เขาเดินหลบเมื่อเผชิญหน้ากับนายพลเฮนรี แกรแฮม แห่งกองกำลังพิทักษ์ชาติแอละบามา ซึ่งได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ให้เข้าไปแก้ปัญหา

การต่อต้านมีไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ยอมรับ จนเมื่อเดือน พ.ค. 2547 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 50 ปีของคำพิพากษา มีการจัดงานฉลอง ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดงานว่า คำตัดสินคดีบราวน์เป็นคำตัดสินที่ “เปลี่ยนอเมริกาให้ดีขึ้น และตลอดไป”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท