posttoday
เคล็ดไม่ลับในการเป็นลูกจ้าง

เคล็ดไม่ลับในการเป็นลูกจ้าง

17 กุมภาพันธ์ 2558

บทความฉบับนี้ ตั้งใจเขียนให้ใครก็ตามที่เป็นลูกจ้างแต่กำลังเบื่องาน เบื่อบรรยากาศในที่ทำงาน ที่สำคัญคือ เบื่อนายและเพื่อนร่วมงาน ในฐานะที่เคยทำงานและยังทำงานในฐานะลูกจ้างมากว่า 40 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวทุกรูปแบบ แม้บางครั้งจะท้อแท้ เซ็งสุดขีด อยากหนีจากโลกนี้ไปให้พ้นๆ โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม บทเรียนที่ผมได้รับในฐานะลูกจ้างที่ผ่านงานตั้งแต่ล่างสุดถึงบนสุดในองค์กรใหญ่ คือ ไม่ค่อยมีที่ไหนที่ปลอดจากปัญหา “4 ลูก” คือ ลูกพี่ ลูกน้อง ลูกจ้าง และลูกค้า

บทความฉบับนี้ ตั้งใจเขียนให้ใครก็ตามที่เป็นลูกจ้างแต่กำลังเบื่องาน เบื่อบรรยากาศในที่ทำงาน ที่สำคัญคือ เบื่อนายและเพื่อนร่วมงาน ในฐานะที่เคยทำงานและยังทำงานในฐานะลูกจ้างมากว่า 40 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวทุกรูปแบบ แม้บางครั้งจะท้อแท้ เซ็งสุดขีด อยากหนีจากโลกนี้ไปให้พ้นๆ โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม บทเรียนที่ผมได้รับในฐานะลูกจ้างที่ผ่านงานตั้งแต่ล่างสุดถึงบนสุดในองค์กรใหญ่ คือ ไม่ค่อยมีที่ไหนที่ปลอดจากปัญหา “4 ลูก” คือ ลูกพี่ ลูกน้อง ลูกจ้าง และลูกค้า

การหนีปัญหาจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง โดยหวังว่าจะพ้นจากปัญหาที่เกิดจากลูกพี่ ลูกน้อง ลูกจ้าง และลูกค้านั้น ไม่ช่วยแก้ปัญหาอย่างแน่นอน เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะหาที่ทำงานใหม่ที่ผู้คนประพฤติปฏิบัติตัว และปฏิบัติต่อเขาคนนั้นตามสเปกทุกประการ บางทีการย้ายที่ทำงานเพื่อจากแห่งหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่ง หนีปัญหา กลายเป็นหนีเสือปะจระเข้โดยไม่รู้ตัว เพราะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับผู้คนและวัฒนธรรมองค์กรใหม่ได้

วิธีแก้ไขปัญหาที่ดีและได้ผลที่สุดน่าจะได้แก่ การ “ชน” กับปัญหา และต่อสู้กับปัญหาในทางที่เป็นบวก อย่าให้ปัญหาเข้ามากัดกร่อนความเป็นตัวของตัวเอง เช่น ถ้ารู้สึกว่าลูกพี่ เอาเปรียบ ไม่รับผิดชอบ ไม่ทำงาน โยนงานตัวเองมาให้ทำ การแก้ไขปัญหาที่เป็นบวก คือ การสร้างความรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสงามๆ ที่จะได้เรียนรู้งานใหม่ๆ สร้างผลงาน และได้ก้าวหน้าในอนาคต ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นโอกาสในที่เดิม แต่เป็นที่ไหนก็ได้ เพราะการเรียนรู้มาก ทำมาก มีประสบการณ์มาก ย่อมมีโอกาสกว่าคนที่เรียนรู้น้อยประสบการณ์น้อย ใช่ไหมครับ

มาถึงแค่นี้ก็จะมีคนแย้งว่า พฤติกรรมอย่างนี้ไม่เป็นธรรม เงินเดือนมากกว่า ตำแหน่งสูงกว่า ก็ควรทำงานของตัวเอง ไม่ควรเอางานมาให้คนเงินเดือนน้อยกว่า ตำแหน่งด้อยกว่าทำ อย่างที่พูดกันว่า หลับๆ ตื่นๆ 15,000 เดินไปเดินมา 5,000 ทำงานทั้งวัน 1,500

พอความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นเลยพาลไม่อยากทำงานเพราะเงินเดือน 15,000 ก็ควรทำงาน 15,000 ถ้าทำเกินก็ขาดทุน ผลก็คือ ทั้งงานที่มอบหมายให้ทำ และงานในหน้าที่โดยตรงไม่สำเร็จ ออกมาครึ่งๆ กลางๆ เพราะใจไม่อยากทำ รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็แน่นอนว่าอาจถูกตำหนิถูกเตือนว่าไม่ตั้งใจทำงาน ซึ่งถึงอยากจะเถียงว่านไม่ใช่งานของตัวเอง แต่ก็พูดอะไรไม่ได้ เกิดอาการแน่นอก น้อยใจ อยากหนีไปให้พ้น ไปเสี่ยงโชคตายดาบหน้า ซึ่งอย่างนี้เหมือนปิดโอกาสที่จะเรียนรู้งานใหม่ๆ ที่ยากขึ้น ต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น อย่างดีที่สุด ถ้าเจ้านายเห็นว่าทำไม่ได้จริง เอากลับไปทำเองหรือมอบหมายให้คนอื่นทำ คำถามคือ แล้วคนคนนั้นได้อะไรจากการละทิ้งโอกาสแห่งการเรียนรู้ และโอกาสที่จะก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว

ปัญหาอีกอย่าง คือ ลูกน้องรู้สึกว่า นายไม่ปกป้องไม่ดูแลเภทภัยทั้งหลายจากการเมืองในสำนักงาน เลยพาลไม่ชอบเจ้านาย ไม่ชอบที่ทำงาน ไม่อยากทำงาน วิธีแก้ไขที่เป็นบวก คือ ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเมื่อได้รับการศึกษา มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ จนทำงานหาเลี้ยงชีพได้แล้วยังต้องมีคนคอยดูแลคุ้มครองจึงจะทำงานได้ ทำไมต้องให้คนอื่นมากำหนดชะตาชีวิตตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายผู้คุ้มครอง หรือกดขี่ เพื่อนร่วมงานที่เข้ากันได้หรือไม่ได้ ถ้าปล่อยให้พฤติกรรมของคนรอบตัวเข้ามามีอิทธิพลต่อตัวเองแล้วก็ยากที่ชีวิตจะมีความสุขและยืนอยู่ได้ด้วยขาของตัวเอง เราก็เรา เขาก็เขา ทำไมต้องเอาไปเปรียบเทียบกันใช่ไหมครับ

ในชีวิตการทำงานของผม สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยสนใจเลย คือ ใครได้ขึ้นเงินเดือนเท่าไร ได้รับโบนัสกี่เดือน  เลื่อนขั้นกี่ขั้น เพราะไม่ทราบว่าจะทราบไปทำไมให้ไม่สบายใจ ซึ่งพอไม่รู้และไม่สนใจจะรู้แล้ว ปัญหาน้อยเนื้อต่ำใจที่ทำให้เสียกำลังใจก็จะไม่เกิดขึ้นและสบายใจที่จะทำงานให้ดีที่สุดอย่างนั้นไม่ดีกว่าหรือ ทำไมต้องแข่งกับคนอื่น สู้แข่งกับตัวเองไม่ดีกว่าหรือ คนที่โชคร้ายที่สุด คือ คนที่เผอิญมีเจ้านายเก่งไปหมดทุกเรื่องไม่แบ่งงานให้ทำ เผลอๆ แย่งงานของลูกน้องไปทำเอง เพราะไม่อยากเสียเวลาอธิบายสั่งสอนใครที่เจอนายแบบนี้โอกาสที่จะพัฒนาตัวเองจะเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะเมื่อไม่ทำก็ไม่จำเป็นต้องขวนขวายหาความรู้เพิ่ม หัดคิดหัดตัดสินใจเอง แล้วโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

แน่นอนครับว่าอาจต้องทำงานเพิ่มขึ้นเงินเดือนเท่าเดิม แต่ประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับซึ่งไม่มีใครแย่งได้จะอยู่กับคนคนนั้นไปชั่วชีวิต วันหนึ่งเมื่อชาติหรือบริษัทต้องการเราอาจเป็นตัวเลือกแรกก็ได้ที่จะได้ก้าวขึ้นไปทำงานแทนนายผู้ไม่ชอบรับผิดชอบก็ได้

เคล็ดลับแห่งความสำเร็จในการทำงานอีกอย่างหนึ่งสำหรับผม คือ ไม่เคยถามผู้บังคับบัญชาว่าจะให้ทำงานอย่างไรให้สำเร็จ แต่จะคิดหรือถ้าคิดไม่ออกก็จะถามผู้บังคับบัญชาว่างานที่ให้ทำนั้นสำคัญต่อองค์กรอย่างไรเมื่อตั้งคำถามอย่างนี้บ่อยๆ ก็จะมองเห็นภาพรวมของธุรกิจและองค์กรที่ทำงานอยู่ สามารถทำงานในหน้าที่ใดก็ได้ที่ได้รับมอบหมายและไม่ “หลง” ว่าตัวเองอยู่ส่วนไหนในองค์กร

มีคติไทยบทหนึ่งกล่าวได้ว่า “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย” อ่านแล้วลองมองผ่านช่องให้ดีครับ เบื่อแทนที่จะเห็นปัญหาในสำนักงานเป็นโคลนตม อาจจะเห็นว่าปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ลูกพี่ ลูกน้องลูกค้า และลูกค้านั้น เป็นดวงดาวอยู่พราวพรายได้ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ ครับ​

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท