
ดรีมทีมประสานงาเศรษฐกิจเดี้ยง ปฏิรูปติดขัด
การทำงานทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มมีปัญหาไปคนละทางสั่งกันคนละที
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การทำงานทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มมีปัญหาไปคนละทางสั่งกันคนละที จนเป็นสัญญาณเกาเหลาการบริหารเศรษฐกิจรอบใหม่ที่เห็นชัดเจนขึ้นทุกวัน
ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวเรือใหญ่เริ่มถูกโดดเดี่ยวเดียวดายมากขึ้นทุกที เมื่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอัมพาต ทำให้คนเริ่มรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นสักที ทั้งที่เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในที่ภาวะย่ำแย่ หรือขยายตัวติดดินแต่อย่างไร
ไม่เฉพาะหัวเรือใหญ่ แม้แต่ลูกทีมคนสำคัญอย่าง สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ก็ยังถูกเลื่อยขาหวังให้กระเด็นออกจากตำแหน่ง เพราะหลายฝ่ายไม่พอใจเรื่องการเดินหน้าปฏิรูปภาษี และการปราบปรามทุจริตที่เป็นมะเร็งร้ายของประเทศของ รมว.คลัง ชนิดบอกตรงๆ ไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ปรับคนฝ่ายต่างๆ ที่ยังไม่เลิกทุจริตบ้านเมืองให้พ้นจากอำนาจในการบริหารประเทศ
สมหมาย ยังออกปากถึงการทำงานของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเรื่องการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ ว่า สนช.เริ่มออกลายออกฤทธิ์ออกเดช เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและคนรวยมากกว่าประเทศ เพราะหาก สนช.คิดถึงอนาคตประเทศการออกภาษีการรับมรดก รวมถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะเดินหน้าตามมาจะไม่มีปัญหามากขนาดนี้
จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ช่วงนี้จะมีข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาเรื่อยๆ โดยจะปรับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร และสมหมาย ออกจากตำแหน่ง ใช้เหตุผลพุ่งเป้าไปที่การบริหารเศรษฐกิจประเทศล้มเหลว
ด้านทีมเศรษฐกิจของ คสช. ที่มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นหัวเรือใหญ่ ใช้อำนาจผ่านทางคณะกรรมการขับเคลื่อนของ คสช. ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นประธานล่าสุดได้มีการเรียกธนาคารรัฐทุกแห่งเข้าไปสั่งการบ้านให้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือคนจน เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบฐานรากจนถูกมองว่า มีการล้วงลูกและนำไปสู่รอยร้าวครั้งใหม่ที่ทำท่าจะรุนแรงเพิ่มขึ้น
วงในว่ากันว่า ทีมเศรษฐกิจของ คสช.มองว่า มาตรการกระตุ้นของทีมเศรษฐกิจที่เน้นแต่การเร่งเบิกจ่ายไม่ได้ผลเพราะยังช้า การลงทุนก็ยังไม่ฟื้น การบริโภคก็ยังขยายตัวต่ำ การส่งออกมีปัญหา ดังนั้นต้องเร่งมาตรการธนาคารรัฐเป็นตัวนำ วิธีคิดดังกล่าวทำให้ธนาคารรัฐป่วน เพราะไม่อยากเป็นนกสองหัว เป็นลูกน้องสองนาย
สมหมาย ออกมายอมรับว่า ทีมเศรษฐกิจของ คสช.เรียกธนาคารรัฐไปสั่งงานจริง ซึ่งธนาคารรัฐก็มารายงานให้รับทราบในสิ่งที่ทีมเศรษฐกิจ คสช.สั่งให้ธนาคารรัฐดำเนินการ มีทั้งเรื่องที่คิดตรงกันกับทีมเศรษฐกิจรัฐบาลและบางเรื่องก็คิดไม่ตรงกัน จึงให้คำแนะนำธนาคารรัฐให้ระมัดระวังความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
แม้ว่าสมหมายออกมาบอกว่า การทำงานของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลกับทีมเศรษฐกิจ คสช.ไม่ขัดแย้ง แต่ก็ไม่อาจกลบความไม่ลงรอยของทีมเศรษฐกิจทั้งสองทีมได้ ยิ่งเศรษฐกิจไทยยังกระตุ้นไม่ขึ้น รอยแตกแยก ความไม่ลงรอย ก็ยิ่งเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากทีมเศรษฐกิจของ คสช.จะล้วงลูกลงมาสั่งธนาคารรัฐโดยตรงแล้ว ยังมีการออกจดหมายให้หน่วยงานต่างๆ เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เพราะเป็นจุดอ่อนของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล มองด้านดีก็ถือเป็นการร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหา แต่หากมองในแง่ลบก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการตอกย้ำรอยแผลจุดอ่อนของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลให้เปิดกว้างขึ้น
ปัญหาความขัดแย้งของทีมเศรษฐกิจทั้งสองขั้ว จนกระทบกับการบริหารเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นอยู่ขณะนี้ ว่ากันไปแล้วหลายฝ่ายกังวลมาตั้งแต่ คสช.เข้ามาดูแลบริหารประเทศ และมีชื่อสมคิดเป็น
สมาชิกเป็นที่ปรึกษา คสช. และมีชื่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เพราะทั้งสองถือเป็นซาร์ทางเศรษฐกิจที่อยู่ถ้ำเดียวกันยาก
หากมองย้อนกลับไปในอดีต สมัยรัฐบาลขิงแก่ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ที่มี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร นั่งเป็นรองนายกฯ และเมื่อมีชื่อสมคิดจะมาเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลก็มีข่าวว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร จะลาออกจากตำแหน่งทันที
หรือแม้แต่ตอนตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ คสช.ก็มีการวางตัว สมคิดนั่งเป็นรองนายกฯ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจมาก่อน แต่เกิดอุบัติเหตุทางกฎหมาย เมื่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ให้ผู้ถูกคดีการเมืองเข้ามานั่งในตำแหน่ง จึงต้องให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ขึ้นมานั่งในตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล
ต่อมาในช่วงที่มีการคัดสรรผู้มานั่งเป็น รมว.คลัง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เสนอชื่อ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง สมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ไม่ผ่าน ทำให้ คสช.เสนอชื่อสมหมายขึ้นมาแทน แต่ฝ่ายสมคิดก็เสนอชื่อ อภิศักดิ์ ตันติวรกุล อดีตเอ็มดีธนาคารกรุงไทย ขึ้นมาเบียดสมหมาย ทำให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยื่นคำขาดไม่เข้าร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องผ่าทางตันให้สมหมายขึ้นมาเป็น รมว.คลัง เพื่อกลบรอยแตกแยกของทีมเศรษฐกิจทั้งสองขั้วไม่ให้ผุดขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่เริ่มบริหารประเทศ
ดังนั้น ความขัดแย้งทีมเศรษฐกิจรัฐบาลกับทีมเศรษฐกิจของ คสช.ที่ขบเหลี่ยมปีนเกลียวกันรุนแรงจนส่งผลกระทบกับการบริหารเศรษฐกิจในขณะนี้ จึงไม่ใช่เรื่องเกินคาดและเป็นเรื่องที่ปิดไม่มิดอีกต่อไป
กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง มองว่าการทำงานของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลกับทีมเศรษฐกิจของ คสช.ไม่เป็นเอกภาพและถูกมองว่ามีความขัดแย้งกันได้ ที่สำคัญการบริหารเศรษฐกิจขณะนี้ของทุกฝ่าย
ไม่ควรกระตุ้นเศรษฐกิจมากไปกว่านี้ เพราะจะทำให้ประชาชนคาดหวังจนกลับมาเป็นแรงกดดันรัฐบาล เนื่องจากไม่สามารถทำได้เท่าที่ประชาชนคาดหวังไว้ รัฐบาลควรหันไปเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจที่ตอนนี้ยังไม่ชัดเจน ไม่คืบหน้า ทั้งการปฏิรูปภาษี การปฏิรูปการลงทุน หรือการปฏิรูปการส่งออก และบริหารประเทศโดยมองระยะยาว 20-30 ปีข้างหน้า
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเร่งแก้ไขเป็นการด่วนคือ ประสานให้ทีมเศรษฐกิจทั้งสองขั้วหันมาประสานงานไม่ใช่ประสานงา ช่วยกันเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงกำหนดเป้าหมายการบริหารเศรษฐกิจให้ชัดเจน ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือจะปฏิรูปเศรษฐกิจ เพราะหากไม่เร่งแก้เศรษฐกิจก็จะมีปัญหาอย่างที่เห็น เดินหน้าไม่ได้ ประชาชนรู้สึกเศรษฐกิจไม่ดี กระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่ได้ผล การปฏิรูปเศรษฐกิจก็ยังไม่ชัดเจน
กลายเป็นความรู้สึก “เสียดายของ” เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต







