
รัสเซียใส่เกียร์ลุย กระชับสัมพันธ์ ‘เอเชีย’
สถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครนที่ไม่มีทีท่าจะผ่อนคลายลงโดยง่าย แม้ว่าผู้นำทั้งสี่ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส รัสเซีย และยูเครน
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
สถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครนที่ไม่มีทีท่าจะผ่อนคลายลงโดยง่าย แม้ว่าผู้นำทั้งสี่ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส รัสเซีย และยูเครน จะสามารถบรรลุข้อตกลงการหยุดยิงร่วมกันแล้ว
สถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ ผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาหมายเลข 1 ที่จุดชนวนให้เกิดวิกฤตครั้งนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่ถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในยูเครน
จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ชาติตะวันตก ทั้งพี่ใหญ่อย่างสหรัฐ และสหภาพยุโรป (อียู) ต้องออกมาตรการคว่ำบาตร ไม่เพียงเท่านั้น รัสเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกพลังงาน รายใหญ่กำลังเผชิญอยู่กับราคาน้ำมันโลกตกต่ำ เรียกได้ว่าตอนนี้ “รัสเซียกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต” ก็คงจะไม่ผิดนัก
ภาวะนี้จึงได้ผลักดันให้รัสเซียหันหน้าเข้าหาชาติในเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะ “จีน” ที่เมื่อปีที่แล้ว ได้บรรลุข้อตกลงซื้อก๊าซจากก๊าซพรอม ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย สัญญา 30 ปี ซึ่งประเมินกันว่า มีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12.8 ล้านล้านบาท) แถมยักษ์ใหญ่ทั้งสองยังมีข้อตกลงร่วมกันอีกมากมาย
ทว่า การเดินเข้าหาจีนมากเกินไปสำหรับรัสเซีย อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเช่นกัน เพราะการที่จะเดินหน้าเข้าหาชาติใดชาติหนึ่งมากไป หรือเทสมดุลไปที่ชาติใดชาติหนึ่งก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีมากนัก และเป็นเรื่องที่ต้องคอยจับตามองอยู่เสมอ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีปูตินจะตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี
เห็นได้จากการเดินทางเยือนประเทศต่างๆ และการทำข้อตกลงกับประเทศต่างๆ ในเอเชียในช่วงที่ผ่านมาของรัสเซีย
“ชาวรัสเซียคอยระมัดระวังที่จะเข้าหาจีนมากเกินไป ดังนั้นพวกเขาจึงอยากลองกระจายความสัมพันธ์ และพัฒนาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจในเอเชียให้หลากหลาย ซึ่งสถานการณ์ยูเครนเป็นปัจจัยที่เร่งนโยบายการปักหมุดเข้าหาเอเชียของรัสเซีย” แอนดริว คูชิน ผู้อำนวยการโครงการรัสเซีย-ยูเรเซีย แห่งศูนย์การศึกษาระหว่างประเทศและกลยุทธ์ ในกรุงวอชิงตัน กล่าว
ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับดับเบิลยู.พี.เอส ซิดู ผู้เชี่ยวชาญจากบรูกกิ้ง อินเดีย สถาบันด้านการวิจัยนโยบายสาธารณะในนิวเดลี ที่ระบุว่า รัสเซียได้เปลี่ยนจังหวะการเข้าหาชาติตะวันออก และเป็นการพยายามที่จะถ่วงดุลกับจีน ซึ่งทุกคนต่างกังวลเกี่ยวกับศักยภาพที่มากขึ้นของจีน ยิ่งไปกว่านั้น กังวลถึงเป้าหมายของจีนด้วย
ทั้งนี้ การเข้าหาชาติอื่นๆ ในเอเชียนอกจากจีน ยังไม่เพียงเป็นกลยุทธ์การกระจายความหลากหลายทางความสัมพันธ์เท่านั้น ทว่าในภาวะที่รัสเซียเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ การเข้าหาครั้งนี้จึงเพื่อผลประโยชน์ทางด้านการค้าด้วย แม้ทางด้านการค้าอาจจะยังอยู่ในระดับที่เริ่มต้นก็ตาม
“สิ่งสำคัญของรัสเซียคือความสัมพันธ์กับจีน ทว่ารัสเซียไม่ต้องการที่จะพึ่งพา สิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียว” เจมส์ บราวน์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความสัมพันธ์รัสเซีย ญี่ปุ่น จากมหาวิทยาลัยเทมเพิล ในโตเกียว
การเดินหน้าเข้าหาชาติในเอเชียของรัสเซียนี้เห็นได้จากหลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นที่รัสเซียทำข้อตกลงกับปากีสถาน โดยทางชอยกู รัฐมนตรีกลาโหมได้เดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัด โดยทางปากีสถานจะนำเข้าเครื่องยนต์ของเครื่องบินรบธันเดอร์ เจเอฟ-17 จากรัสเซียโดยตรง
ขณะที่ เดือน พ.ค.นี้ รัสเซียจะจัดงานครบรอบ 70 ปี สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางรัสเซียได้ร่อนจดหมายเชิญไปยังมหาอำนาจในเอเชีย ทั้งจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมไปถึงเกาหลีเหนือด้วย ซึ่งทั้งจีนและเกาหลีเหนือก็ได้ตอบตกลงแล้ว ซึ่งหาก คิมจองอึนเดินทางมาจริง จะเป็นการพบกันครั้งแรกของคิมและปูตินด้วย
ในกรณีของอินเดีย ก็เห็นได้ว่าความสัมพันธ์เป็นไปในทางที่ดี โดยนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ได้ระบุกับปูตินว่า อินเดียต่อต้านการคว่ำบาตร ขณะเดียวกันทั้งสองชาติยังได้ให้คำมั่นที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ไปอีกขั้น โดยปูตินสัญญาว่าจะส่งน้ำมัน อาวุธ และเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ส่วนโมดีได้ร้องขอให้รัสเซียเข้ามาสร้างโรงงาน และทางอินเดียจะส่งชิ้นส่วนไปใช้ในการผลิตอุปกรณ์ทางทหารรัสเซียด้วย
“สำหรับผู้นำทางการเมืองและประชาชนในเอเชียแล้ว ไม่ได้มองรัสเซียภายใต้บริบทของวิกฤตยูเครน” อเล็กเซย์ มูราเรียฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมรัสเซียของ มหาวิทยาลัยเคอร์ติน ในออสเตรเลีย กล่าว
ส่วนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง ปูตินก็ยังเดินหน้าเข้ามาด้วยไม่ว่าจะเป็นการอาสายื่นมือเข้าช่วยเหลืออินโดนีเซีย ในการค้นหาร่างผู้เสียชีวิตของเครื่องบินสายการบินอินโดนีเซีย แอร์เอเชียที่ตกเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา รวมไปถึงยังได้รับการตกลงจากเหวียนฝูจ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ที่จะเปิดทางให้สิทธิแก่เรือรบของรัสเซียในการเข้าไปในเขตท่าเรือน้ำลึกกามแรง นอกชายฝั่งเวียดนาม
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเปิดทางให้รัสเซียสามารถปกป้องพื้นที่สำรวจน้ำมันของก๊าซพรอมได้แล้ว ยังช่วยเวียดนาม ซึ่งมีข้อพิพาทกับจีนด้วย
นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายกระจายความสัมพันธ์ในเอเชียนี้ ประโยชน์ที่ดีที่สุดน่าจะเป็นเรื่องความตึงเครียดกับญี่ปุ่น ที่ผ่อนคลายลง ที่จะช่วยคานอำนาจกับ จีนได้ ซึ่งคูชิน จากศูนย์การศึกษาระหว่างประเทศและกลยุทธ์ ระบุว่า ญี่ปุ่นเองก็ต้องการความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับรัสเซียเพื่อ ผลประโยชน์เดียวกัน เนื่องจากญี่ปุ่นเองก็มีข้อพิพาทเรื่องน่านน้ำกับจีนเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่นก็ชัดเจนว่าจะสานสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจกับรัสเซียให้แน่นแฟ้น และแก้ปัญหาเรื่องเกาะพิพาทเช่นกัน
“สัญญาณจากอาเบะคือ รอจนกว่าเรื่องยูเครนคลี่คลาย จากนั้นก็พร้อมที่จะทำธุรกิจ” แมททิว ซัสเซ็ก หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการเมืองจากมหาวิทยาลัยแทสมาเนีย กล่าว
ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการเดินเกมของรัสเซียในการรุกคืบเข้ามาสานสัมพันธ์กับเอเชียในทั่วภูมิภาค จึงเป็นการเดินเกมอย่างชาญฉลาด และเป็นสิ่งที่ชาติตะวันตกมองข้ามไม่ได้เลยทีเดียว







