
ยันยังไม่ได้เคาะตัวเลขคืนสิทธิ์คนไร้สัญชาติ
รมช.สธ.ระบุยังอยู่ในขั้นตอนรวบรวมตัวเลขคนไร้สัญชาติก่อนส่งครม. ด้าน อดีตสว.ขอพี่น้องชนเผ่าอย่าเพิ่งยื่นหนังสือนายกฯ
รมช.สธ.ระบุยังอยู่ในขั้นตอนรวบรวมตัวเลขคนไร้สัญชาติก่อนส่งครม. ด้าน อดีตสว.ขอพี่น้องชนเผ่าอย่าเพิ่งยื่นหนังสือนายกฯ
เมื่อวันที่ 16 ก.พ. นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รมช.สาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ทราบเรื่องที่เครือข่ายคนไทยไร้สถานะ ทักท้วงเรื่องรายชื่อ 3.8 หมื่นคน ตกหล่นจากการขอรับสิทธิเข้ารับการรักษาในกองทุนให้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขตามมติ ครม. 23 มี.ค.2553 เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว แต่ยืนยันว่า ขณะนี้คณะทำงานเพื่อแก้ปัญหาการคืนสิทธิ์ ยังไม่ได้มีการสรุปตัวเลขทั้งหมด และยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยจะมีการประชุมคณะทำงานเรื่องนี้อีกทีในวันที่ 23 ก.พ.นี้ เพราะที่คณะทำงานได้มา ยังมีหลายตัวเลขที่แต่ละกลุ่มเสนอ อย่างไรก็ตามจะพิจารณาให้รอบด้าน รวมถึงดูแลให้ครอบคลุมที่สุด ขอให้ทุกกลุ่มอย่าเพิ่งกังวล
ขณะที่ นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสว.เชียงราย และที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) ว่าจริงๆแล้วเรื่องตัวเลขที่มีปัญหาไม่ตรงกันนั้น เป็นสิ่งที่สามารถหารือกันได้ และไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากรู้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเข้าไปแก้ไขปัญหาแน่นอน โดยทั้ง ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สธ.และนพ.สมศักดิ์ ต่างมีจิตใจที่ดีและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนและขาดหลักประกันสุขภาพ ดังนั้นอยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจกว้าง
“จริงๆแล้วปัญหาแค่เรื่องตัวเลข ยังไม่น่าที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีกันด้วยถ้อยคำรุนแรง หรือเดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเห็นว่าเราควรคืนสิทธิ์ให้กับชาวบ้านที่กำลังมีปัญหาอยู่ในตอนนี้ ก็ควรร่วมกันเดินหน้า และให้กำลังใจซึ่งกันและกันดีกว่า” างเตือนใจ กล่าว
ขณะที่ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตากกล่าวถึงสภาพปัญหาการขาดสภาพคล่องของโรงพยาบาลที่เรื้อรังมายาวนาน สาเหตุจากการที่ผู้ป่วยซึ่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเกินครึ่งเป็นคนที่ไร้หลักประกันสุขภาพเพราะประสบปัญหาไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โรงพยาบาลอุ้มผาง พยายามแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้สามารถดำเนินการไปได้ในลักษณะปีต่อปี
นพ.วรวิทย์กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2558 โรงพยาบาลอุ้มผางร่วมกับโรงพยาบาลแม่ระมาด โรงพยาบาลพบพระ และโรงพยาบาลท่าสองยาง จัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้มีปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมายเพื่อต่อยอดการสำรวจสถานการณ์ด้านสุขภาวะของคนชายแดน ในจังหวัดตาก หรือที่เรียกว่า “โครงการ 4 หมอชายแดนจังหวัดตาก” ทำให้มีโอกาสร่วมงานกับนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิและเห็นพ้องกันในการจัดทำ "ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิในการบริการสาธารณสุขของบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ"โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลและการสาธารณสุขของคนไร้รัฐไร้สัญชาติอย่างยั่งยืน อาทิ ยุทธศาสตร์การจัดสรรหลักประกันสุขภาพให้กับคนทุกคนบนแผ่นดินไทย ที่หมายรวมถึงกลุ่มคนที่มีสัญชาติไทยแต่ยังไม่ปรากฏเลข 13 หลักของคนสัญชาติไทย คนในทะเบียนราษฎรไทยที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) 23 มี.ค. 2553 คนด้อยโอกาส รวมทั้งการเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวยากไร้สามารถซื้อหลักประกันสุขภาพได้ในราคาถูก
นพ.วรวิทย์กล่าวว่า ยังมียุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐและไร้หลักประกันสุขภาพอย่างครบวงจรโดยการจัดทำกระบวนการแจ้งเกิดให้ครบขั้นตอนและถูกต้องทั้งในกรณีเด็กเกิดในและนอกโรงพยาบาลเพื่อให้เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทยเข้าถึงหลักประกันสุภาพที่เหมาะสมต่อไป รวมทั้งเร่งสำรวจคนไข้ที่ไม่มีเอกสารประจำตัวบุคคลที่เข้ารับบริการในทุกสถานพยาบาลเพื่อให้คนเหล่านี้เข้าถึงสิทธิในหลักประกันสุขภาพที่เหมาะสม รวมถึงได้รับการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล หรืออย่างน้อยที่สุดก็ได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรในระหว่างที่ยังไม่มีนโยบายในการจัดการปัญหาสถานะและสิทธิที่ชัดเจน ดังที่กระทรวงศึกษาธิการได้สำรวจเพื่อบันทึกและจัดทำทะเบียนประวัติให้แก่นักเรียนไร้รัฐมาตั้งแต่ปี 2548
นพ.วรวิทย์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังกำหนดยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาวิกฤตการคลังของโรงพยาบาลโดยให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา มีการจัดตั้งกองทุนมนุษยธรรมเพื่อการรักษาพยาบาลจากการให้บริการคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่ยังไม่มีสิทธิในหลักประกันสุขภาพใดๆยึดตามตัวเลขค่าใช้จ่ายสังคมสงเคราะห์ของแต่ละโรงพยาบาลในแต่ละปีงบประมาณ และยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสาธารณสุขชายแดน โดยการเสริมสร้างขีดความสามารถของงานรักษาพยาบาลและงานสาธารณสุขแก่หน่วยบริการในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อในระยะยาวจะเป็นการลดภาระการข้ามแดนมาใช้บริการสถานบริการสาธารณสุขไทย รวมถึงการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาและเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านสาธารณสุขชายแดน
“ผมขอบคุณทุกฝ่ายที่พยายามช่วยกันเพื่อให้โรงพยาบาลและบุคลากรสาธารณสุขที่ตั้งใจทำงานในการรักษาพยาบาลคนไข้ทุกคนมีกำลังใจทำงานต่อไปได้ ท่านรัฐมนตรีและท่านปลัดต่างก็ให้การช่วยเหลือด้วยดี แต่ผมคิดว่าหากต้องการที่จะแก้ไขปัญหาระยะยาว เราควรผลักดันยุทธศาสตร์เพื่อที่จะต้องไม่แก้ปัญหากันเป็นรายปี” นพ.วรวิทย์กล่าว







