
ธรรมเก ธรรมเก๊
เมื่อปี 2542 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระลิขิตวินิจฉัยถึงพฤติกรรมของวัดพระธรรมกาย
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
เมื่อปี 2542 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระลิขิตวินิจฉัยถึงพฤติกรรมของวัดพระธรรมกาย โดยธัมมชโย ไว้อย่างชัดเจนว่า ธรรมกายบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า และความเป็นพระของธัมมชโยสิ้นสุดลง เนื่องจากต้องอาบัติปาราชิก มีสาระสำคัญที่ควรจะนำมาเผยแพร่อีกสักครั้ง
พระลิขิตลงวันที่ 26 เม.ย. 2542 “ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไปกลายเป็นสอง มีความเข้าใจ ความเชื่อถือพระพุทธศาสนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำสงฆ์ให้แตกแยก เป็นอนันตริยกรรม มีโทษทั้งปัจจุบันและอนาคตที่หนัก
ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการกระทำที่ถูกต้อง คือ ต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดทันที”
(5 เม.ย. 2542)
ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ ว่าในขั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะ โดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา”
นอกจากนี้ยังมีพระลิขิตอีกหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ
การโกงสมบัติผู้อื่นตั้งแต่ 5 มาสกขึ้นไป คือประมาณไม่ถึง 300 บาทในปัจจุบันภิกษุนั้นต้องอาบัติปาราชิกฐานผิดพระธรรมวินัยพ้นจากความเป็นพระทันที ในกรณีนี้ไม่ว่าจะมีผู้รู้เห็นหรือไม่ ไม่ว่าจะมีการสั่งให้สึก ไม่ว่าจะมีการจับสึก หรือไม่ก็ตาม ภิกษุผู้ละเมิดพระธรรมวินัยข้อนี้ต้องอาบัติปาราชิก พ้นจากความเป็นพระโดยอัตโนมัติ ที่ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรก็เพื่อเตือนให้รู้ทั่วกันว่า ผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั้นไม่ใช่พระในพุทธศาสนา เป็นเพียงผู้นำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง เป็นพระปลอม
หลังจากมีพระลิขิตออกมาแล้ว มหาเถรสมาคมเพิกเฉย ไม่ดำเนินการ อ้างว่าไม่มีผลเพราะไม่ใช่มติมหาเถรสมาคม สาวกจานบินบางคนอ้างว่าเป็นพระลิขิตปลอม หลังจากนั้นทราบว่ามีพระลิขิตออกมาอีกว่า
ในกรณีเกี่ยวกับเรื่องวัดพระธรรมกาย เราได้ทำหน้าที่ของสมเด็จพระสังฆราชสมบูรณ์ตามอำนาจแล้ว จึงไม่มีอะไรจะพูดอีกขณะนี้ ขออนุโมทนาทุกท่านที่สนใจห่วงใยพระพุทธศาสนา แสดงความเป็นคนดี ด้วยมีกตัญญูกตเวทิตาธรรม
ได้แจ้งให้เป็นที่เข้าใจชัดเจนดีทั่วกันแล้วก่อนหน้านี้ว่า ในตำแหน่งผู้เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพื่อเทิดทูนรักษาพระพุทธศาสนาให้พ้นถูกทำลาย สมบูรณ์ดีที่สุดแล้วตามอำนาจ ท่านกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งหลายจะทำอะไรต่อไปตามความต้องการ จะไม่มานั่งฟัง รับรู้ในที่ประชุมวันนี้ที่10 พ.ค. 2542
ชาวพุทธที่แท้จริง น่าจะยังคงจำกันได้
พระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ดังกล่าว พระองค์ท่านวินิจฉัยไว้ชัดเจนไม่ต้องตีความใดๆ ว่า ธรรมกายสอนผิด บิดเบือนพระธรรมวินัย ธัมมชโยนำเงินที่เป็นของวัดที่ได้จากเอาบุญเป็นสินค้า หลอกขายให้กับชาวพุทธ แล้วได้เบียดบังยักย้ายถ่ายเทนำไปเข้าบัญชีมูลนิธิที่ตัวเองมีอำนาจใช้จ่ายได้ แต่มหาเถรสมาคมซึ่งมีหน้าที่ต้องจัดการกับธรรมกาย ตามที่สมเด็จพระสังฆราชทรงวินิจฉัยไว้ กลับเพิกเฉย แกล้งลืมไปว่า สมเด็จพระสังฆราช นอกจากจะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคมแล้ว ยังทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งมีอำนาจ “บัญชาการคณะสงฆ์” ตามมาตรา 8 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ด้วยพระลิขิตของพระองค์ท่านจึงมีผลบังคับตามกฎหมาย
ธัมมชโย จึงมีสภาพเป็น ไชยบูลย์ สุทธิผล คนที่เอาผ้าเหลืองมาคลุมกายให้ดูเป็นพระเท่านั้น และคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ไชยบูลย์ใส่เสื้อยืดคอกลมแขนยาวสีเหลืองตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปที่ไหน ไม่ได้ครองจีวรเหมือนพระโดยทั่วไป และที่เคยอ้างว่าเจ็บป่วยนั้น ป่วยเป็นอะไร ยังไม่หายอีกหรือ การจัดเดินธุดงค์ในเมือง สร้างความเดือดร้อนให้คนจำนวนมาก แต่สาวกจานบินกลับบอกให้อดทนเพื่อให้คนได้ทำบุญ เอาดอกไม้มาให้ชายใส่ผ้าเหลืองเดินเหยียบย่ำ จัดเป็นงานอีเวนต์หาเงินเข้าลัทธิ
ธรรมกายชอบเงิน ต้องการเงิน เก็บสะสมเงิน คำสอนของธรรมกายจึงมีแต่เรื่อง เงิน-เงิน-เงิน และก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกเช่นกัน ที่ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินที่มีการยักยอกเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กว่าหมื่นล้านบาท เงินจำนวนหนึ่งได้สั่งจ่ายเช็คให้วัดธรรมกาย จำนวน 714 ล้านบาท
ตามข่าวบอกว่า วัดธรรมกายยอมคืนเงินจำนวนดังกล่าวเพราะจำนนด้วยหลักฐาน จึงน่าคิดว่า เงินจำนวน 714 ล้านบาท เป็นเงินบริจาค หรือเป็นการร่วมมือกันยักยอกเงิน เป็นการนำเก็บพักไว้เพื่อหลบหนี
ถ้าอ้างเป็นการบริจาค ก็คงต้องถามต่อไปว่า สหกรณ์มีวัตถุประสงค์ที่จะบริจาคเงินจำนวนมากอย่างนี้ หรือการบริจาคผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ หรือมีผู้หนึ่งผู้ใดรู้เห็นยินยอมด้วยหรือไม่ หรือเป็นการรู้กันระหว่างคนไม่มีกี่คน การบริจาคเงินจำนวนมากอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะงุบงิบทำกันได้
หวังว่า ป.ป.ช.จะไม่หยุดอยู่แค่การคืนเงินเท่านั้น จะต้องสาวให้ลึกว่า ธรรมกายมีส่วนรู้เห็นหรือร่วมมือช่วยเหลือในการยักยอกเงินของสหกรณ์ดังกล่าวหรือไม่
ในทางธรรมไม่มีปาราชิกซ้อนปาราชิก เพราะวันนี้แม้ไชยบูลย์จะเอาผ้าเหลืองมาห่ม ก็ไม่ทำให้ตัวเองเป็นพระ คนที่ยังหลงใหลกราบไหว้ คงต้องถามตัวเองอีกครั้งว่าจะเชื่อสมเด็จพระสังฆราช หรือจะเชื่อไชยบูลย์นะจ๊ะ







