posttoday
ศึกชิงส่วนแบ่งน้ำมันดุ ได้เวลาอวสานยุคโอเปก

ศึกชิงส่วนแบ่งน้ำมันดุ ได้เวลาอวสานยุคโอเปก

16 กุมภาพันธ์ 2558

ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงอยู่ในสภาวะผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งโดยมากอยู่ในทิศทางขาลงมากกว่าขาขึ้น

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงอยู่ในสภาวะผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งโดยมากอยู่ในทิศทางขาลงมากกว่าขาขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตในปัจจุบันยังคงมากกว่าปริมาณความต้องการของผู้บริโภค บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันส่วนหนึ่งได้ออกมาจุดประเด็นชวนสั่นสะท้านว่า 

“สถานการณ์ราคาน้ำมันในขณะนี้คือสัญญาณสะท้อนว่ายุคของโอเปกกำลังเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด”

แน่นอนว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการคาดการณ์เรื่องจุดจบของอิทธิพลของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่มีซาอุดิอาระเบียเป็นหัวเรือใหญ่ แต่ทว่า นักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างเห็นสอดคล้องตรงกันว่าไม่มีการคาดการณ์ในเรื่องดังกล่าวครั้งไหนเลยที่จะเป็นไปได้มากที่สุดเท่ากับการคาดการณ์ในครั้งนี้

เพราะตลาดในห้วงเวลานี้มีผู้ผลิตน้ำมันรายใหม่ๆ ก้าวเข้ามาแข่งขันและเป็นทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิตน้ำมันเชล (เชลออยล์) ในทวีปอเมริกาเหนืออย่างสหรัฐ

ก่อนอื่นต้องยอมรับกันเสียก่อนว่า ช่วงระยะเวลามากกว่า 50 ปีที่ผ่านมานั้น เมื่อเอ่ยถึงน้ำมัน กลุ่มโอเปกคือผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดที่มีอำนาจในการกำหนดราคาน้ำมันไม่ให้ต่ำหรือสูงจนเกินไป

นอกจากนี้ ด้วยฐานะเจ้าตลาดน้ำมัน ยังทำให้โอเปกสามารถใช้สินค้าโภคภัณฑ์ประเภทนี้เป็นเครื่องต่อรองบนเวทีทางการเมือง เช่น เมื่อครั้งสงครามอาหรับ-อิสราเอล ในปี 1973 ที่ชาติสมาชิกโอเปกสั่งคว่ำบาตรน้ำมันสหรัฐและชาติพันธมิตร โทษฐานที่สนับสนุนอิสราเอลในศึกดังกล่าว จนทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง

อย่างไรก็ตาม แม้ทั่วโลกจะยอมรับในอิทธิพลของโอเปกต่อราคาน้ำมัน แต่ขณะเดียวกัน อำนาจดังกล่าวของกลุ่มโอเปกก็ทำให้หลายประเทศทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาด้านความมั่นคงทางพลังงานของตนเอง จนเป็นที่มาของเทคโนโลยี เจาะสกัด (แฟรกกิ้ง) หินน้ำมัน

เอ็ดวาร์ด มอร์ซ หัวหน้าวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์โลกของซิตี้กรุ๊ป ระบุในรายงานอย่างชัดเจนว่าวิวัฒนาการน้ำมันเชลได้สร้างปัจจัยคุกคามการคงอยู่ของโอเปก สอดคล้องกับความเห็นของ จอร์จ เพอร์รีย์ แห่งสถาบันบรู๊กกิ้งที่กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงในเชิงภูมิทัศน์ของน้ำมัน กำลังเขย่าสถานะเจ้าตลาดของโอเปก

ทั้งนี้ สหรัฐขึ้นแท่นกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีแคนาดาเพิ่มกำลังการผลิตตามมาติดๆ ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่า โอเปกได้สูญเสียลูกค้าผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อย่างสหรัฐไปเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเสียความสามารถในการกำหนดทิศทางราคาน้ำมันเพื่อผลประโยชน์ของโอเปก

ขณะนี้ สัดส่วนปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้จากกลุ่มโอเปกลดลงจากระดับ 60% ในช่วงทศวรรษที่ 1970 มาอยู่ที่ราว 40% เท่านั้น และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ

จอร์จ คุตโซนิโคลิส กรรมการผู้จัดการโซลิค แคปปิตอล แอดไวเซอร์ส บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2012 ที่ส่วนแบ่งตลาดของกลุ่มโอเปกอยู่ในระดับสูงสุด สัดส่วนดังกล่าวก็ปรับลดลงเรื่อยๆ โดยปริมาณความต้องการน้ำมันจากชาติสมาชิกโอเปกของตลาดลดลงแล้วราว 24% พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่าปัจจัยหลักที่ทำให้สัดส่วนดังกล่าวลดลงก็คือการที่สหรัฐและแคนาดากลายมาเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมัน

ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า ความเคลื่อนไหวในตลาดส่วนแบ่งทำให้โอเปกเริ่มตระหนักถึงความไม่มั่นคงของสถานะเจ้าตลาดน้ำมันของตนเอง โดยยืนยันได้จากท่าทีของโอเปกในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ส่วนแบ่งทางการตลาดที่ลดลงดังกล่าวทำให้กลุ่มโอเปกจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านราคาน้ำมันของตนเองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เห็นได้จากท่าทีโอเปกในช่วงปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกทยอยปรับลดอย่างต่อเนื่อง ทำสถิติต่ำสุดหลายระลอก

อย่างไรก็ตาม แทนที่กลุ่มโอเปกจะออกมาตัดลดกำลังการผลิตเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันดิิ่งแรงเหมือนที่แล้วมา โอเปกกลับประกาศแสดงจุดยืนที่ชัดเจนแน่วแน่ว่าจะคงกำลังการผลิตไว้เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ. ชาติสมาชิกโอเปกส่วนหนึ่งยังประกาศหั่นราคาขายน้ำมันงวดส่งมอบเดือน มี.ค. ให้กับภูมิภาคเอเชีย ลูกค้ารายใหญ่ ทำให้ราคาน้ำมันของซาอุดิอาระเบียต่ำที่สุดในรอบอย่างน้อย 14 ปี

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการตัดสินใจเพื่อมุ่งรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดแทนที่จะคำนึงถึงสถานการณ์ราคาน้ำมัน คือปัจจัยบ่งชี้จุดสิ้นสุดสถานะเจ้าตลาดน้ำมันของโอเปก เปรียบได้กับเป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายในการรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกเอาไว้

ขณะเดียวกัน ยังไม่นับรวมข้อเท็จจริงที่ว่าการรวมตัวกันของชาติสมาชิกโอเปกเป็นไปอย่างหลวมๆ เท่านั้น โดยมติส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากความยินยอมพร้อมใจของซาอุดิอาระเบียเป็นหลัก

ดังนั้น ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนนักวิเคราะห์จากซิตี้กรุ๊ปคาดการณ์ว่าอาจร่วงแตะต่ำสุดที่ 20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อาจเป็นชนวนสร้างความร้าวฉานให้กับสมาชิกบางประเทศที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลง

เรียกได้ว่า ราคาน้ำมันที่ลด ส่วนแบ่งการตลาดที่หดหายไป และการมีผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่พร้อมด้วยเทคโนโลยีผลิตน้ำมันใหม่ๆ ที่ต้นทุนมีแนวโน้มจะถูกลงเรื่อยๆ กลายเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงจุดสิ้นสุดของยุคโอเปกครองตลาดน้ำมัน

กระนั้น บิล วิตต์ ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยอินเดียนา ระบุชัดว่า จุดจบของโอเปกไม่ได้หมายความว่าโลกจะไม่มีกลุ่มโอเปกอีกต่อไป แต่น่าจะหมายถึงว่า โอเปกจะมีสถานะเป็นเพียงหนึ่งในผู้ผลิตในตลาดน้ำมันเท่านั้น ขณะที่ความสามารถในการกำหนดทิศทางราคาน้ำมันจะเริ่มเป็นไปตามกลไกตลาด (อุปสงค์-อุปทาน) มากขึ้น

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ตลาดน้ำมันน่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ทำให้ผู้ผลิตทุกฝ่ายสามารถแข่งขันอย่างเท่าเทียมเป็นธรรมกันเพิ่มมากขึ้นจากในปัจจุบัน นั่นเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ใช่ว่าผลประโยชน์จากการแข่งขันข้างต้นจะตกอยู่ที่ผู้บริโภคน้ำมันในตลาด เพราะเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นการแข่งขัน บรรดาบริษัททั้งหลายย่อมทำทุกทางที่ดีที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของบริษัท ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของราคาน้ำมัน

ดังนั้น สุดท้ายแล้วหลายประเทศทั่วโลกยังคงต้องวกกลับมาขบคิดหาคำตอบต่อคำถามเดิมในเรื่องของความมั่นคงทางพลังงานอยู่ดี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท