
ร้องแก๊งตุ๋นอ้างโครงการ"เดินตามรอยพ่อ"เชิดเงิน10ล.
เหยื่อแก๊งลวงโลกร้องแก๊งต้มตุ๋นอ้างโครงการ “เดินตามรอยพ่อ”ชาวสวนมังคุดเมืองคอนหลงเชื่อแห่บริจาคนับ 10 ล้านบาท
เหยื่อแก๊งลวงโลกร้องแก๊งต้มตุ๋นอ้างโครงการ “เดินตามรอยพ่อ”ชาวสวนมังคุดเมืองคอนหลงเชื่อแห่บริจาคนับ 10 ล้านบาท
นางศรีวิมลทิพย์ ภารา อายุ 60 ปี แกนนำเกษตรกรผู้เสียหาย และเจ้าของกิจการร้านภาราการเกษตร เลขที่ 74/26 ม.4 ถนนกะโรม ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง นครศรีธรรมราช นำหลักฐานการแจ้งความ หนังสือร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช รายชื่อบุคคลผู้รับผิดชอบโครงการ “เดินรอยตามพ่อ” แผนงานเพิ่มผลผลิตมังคุดนอกฤดูกาล จังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี 2552 พร้อมรายละเอียดของโครงการ เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรม ว่าเมื่อเดือนม.ค. 2552 ได้มีนายเจริญ เพ็ญพงศ์ เพื่อนบ้านเข้ามาชักชวนชาวบ้านทั่วจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.พรหมคีรี นบพิตำ ร่อนพิบูลย์ สิชล และ อ.ลานสกา หลายร้อยคนให้เข้าร่วมโครงการ เจริญรอยตามพ่อ แผนงานเพิ่มผลผลิตมังคุดนอกฤดูกาล ซึ่งมีนางสาวคนหนึ่ง เป็นหัวหน้ากลุ่มโครงการรับผิดชอบ
“ต่อมานายเจริญ และคณะนัดเกษตรกรชาวสวนมังคุดที่เข้าร่วมโครงการมาพบประชุมชี้แจงรายละเอียดของโครงการ โดยอ้างว่าที่ทำการโครงการเดินตามรอยพ่อ สวนสาธิต เพิ่มผลผลิตมังคุดนอกฤดูกาล บ้านตาแปลก-ยายเกลื้อม เมฆฉาย ตั้งอยู่เลขที่ 29/2 ม.2 ต.ตลิ่งชัน อ.ท่าศาลา โดยคณะอ้างว่าเขามีปุ๋ยและยาจากการคิดค้นสูตรของหม่อมเจ้าคนหนึ่ง ทำให้มังคุดให้ผลผลิตออกนอกฤดูกาลใต้ภายใต้โครงการเดินตามรอยพ่อ จากสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ฯ โดยมังคุดจะได้ผลผลิตต้นละ 10,000-12,000 บาท ในขณะที่การลงทุนจะอยู่ที่ต้นละ 600-800 บาท และกระทำสำเร็จได้ใน 4 ขั้น ที่ผ่านมาได้ดำเนินการในหลายจังหวัดได้ผลดีมากทำให้เกษตรกรร่ำรวยไปตาม ๆ กัน อีกทั้งยังสร้างความเชื่อโดยให้คำมั่นสัญญาว่าผลผลิตจะออกภายในเดือนส.ค. 2552 ทางโครงการเดินตามรอยพ่อจะหาตลาดรองรับโดยส่งออกไปจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ในราคากิโลกรัมละ 100-180 บาท นอกจากนี้ยังสัญญาว่าหากดำเนินการตามขั้นตอนแล้วไม่ได้ผลจะคืนให้ค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด พร้อมดำเนินการให้ใหม่โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ”แกนนำผู้เสียหาย กล่าว
น.ส.ศรีวิมลทิพย์ กล่าวอีกว่า การเข้าร่วมโครงการสมาชิกจะดำเนินการรายละกี่ต้นก็ได้ แต่สมาชิกจะต้องเสียค่าสมาชิกโครงการรายละ 20,000 บาท ซึ่งได้มีเกษตรจำนวนมากหลงเชื่อ มีทั้งข้าราชการทั่วไป ทั้งระดับผู้อำนวยการ ข้าราชการตำรวจ ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกษตรกรทั่วไปสมัครสมาชิกร่วมโครงการหลายร้อยรายละตั้งแต่ 20-1,000 ต้น หลังจากนั้นมีกลุ่มบุคคลที่อ้างว่าเป็นนักวิชาการของโครงการจากมหาวิทยาลัยมหิดล เกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและจากศูนย์วัสดุชีวภาพไคติน-ไครโตซาน มาตรวจเยี่ยมสำรวจสภาพดิน อากาศของเกษตรกรที่สมัครเป็นสมาชิก และจะอ้างกับสมาชิกทุกรายว่าดินดี อากาศเหมาะสมได้ผลทุกรายอย่างแน่นอน และเริ่มดำเนินการพร้อม ๆ ได้เลย
ทั้งนี้เกษตรกรได้เริ่มจากขั้นตอนแรกจะต้องใส่ขุยมะพร้าวที่อ้างว่าผสมน้ำยาคุณภาพสูงต้นละ 2 กระสอบ ๆ ละ 100 บาท เพื่อปรับปรุงภาพดิน เมื่อผ่านไปประมาณ 2 อาทิตย์ก็เข้าสู่การดำเนินการขั้นตอนที่ 2 โดยคณะผู้ดำเนินการจะนำน้ำใส มาให้สมาชิกใช้ผสมนำไปราดที่โคนต้นมุงคุดต้นละ 2 ขวด ๆ ละ 100 บาท ขั้นตอนที่ 3 นำปุ๋ยเม็ดมาให้ใส่ต้นมังคุดต้นละ 1 กระสอบ ๆ ละ 200 บาท เมื่อผ่านขั้นตอนดังกล่าวแล้วในขั้นตอนสุดท้ายนำน้ำขุ่น ๆ มาฉีดพ่นทั่วทั้งต้น ๆ ละ 1 ขวด ๆ ละ 200 บาท อ้างว่าเป็นปุ๋ยสุดยอดเฉียบขาด เพื่อเร่งตาดอกให้มังคุดออกดอกภายใน 10 วัน
โดยเกษตรกรดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่างเสียเงินค่าขุยมะพร้าว ปุ๋ยน้ำราดโคนต้น ปุ๋ยเม็ด และปุ๋ยน้ำฉีดพ่นทางใบสูตรสุดยอดเฉียบขาดไปรายละ 15,000 ถึง 700,000 บาท รวมเป็นเงินนับ 10 ล้านบาท แต่รอแล้วรออีกไม่มีผลผลิตออกนอกฤดูกาลแต่อย่างใด ทุกอย่างล้มเหลว เมื่อทวงถามทางนางสาวคนหนึ่ง รวมทั้งทีมงานก็พยายามอ้างโน้นอ้างนี้ บ่ายเบี่ยงมาตลอด กลุ่มสมาชิกจึงเริ่มสงสัยในพฤติกรรมจึงพยายามติดตามตรวจสอบโดยนำข้นมะพร้าว ปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยเม็ด รวมทั้งปุ๋ยฉีดพ่นทางใบเร่งตาดอก ส่งให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเขต 8 จ.สงขลา กรมวิชาการเกษตรวิเคราะห์ตรวจสอบ จนนาย สุรชัย ทองยอด เจ้าหน้าที่สำนักวิจัย ฯได้แจ้งให้ทราบว่าสิ่งที่ส่งไปตรวจสอบทั้งหมดไม่มีคุณค่าทางอาหารสำหรับพืชเป็นพิเศษเลย จึงมั่นใจว่าถูกหลอกจึงเดินทางเข้าร้องเรียนกับ พล.ต.ต. กระจ่าง สุวรรณรัตน์ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช และแจ้งความประสงค์ความดำเนินคดีกับแก๊งดังกล่าว
พล.ต.ต.กระจ่าง ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ. สุรสิทธิ์ ทิพยรัตน์ ผกก.กลุ่มมานสอบสวน บก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช เป็นผู้รับผิดชอบ โดยได้แห่เข้าแจ้งความกับตำรวจท้องที่เกิดเหตุในวันที่ 23 มกราคม 2553 อาทิ สภ.พรหมคีรี มี พ.ต.ท. เริงชัย ราชกิจจา เป็นเจ้าของคดี , สภ.นบพิตำ มี พ.ต.ท. พีระพัฒน์ ติงหะ รับผิดชอบ , ที่ สภ.ร่อนพิบูลย์ และ สภ.ลานสกา ด้วยรวมผู้เสียหายที่แจ้งความไว้แล้วจำนวน 65 ราย และยังทยอยเข้าแจ้งความเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตามยังไม่ผู้เสียหายที่ไม่กล้าแจ้งความอีกรับร้อยคน พร้อมกันนี้ยังเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับนาย ธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชผ่านทางศูนย์ดำรงธรรม เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2552 แต่เรื่องเงียบหาย มาจนมาถึงปัจจุบันนี้
ด้าน พ.ต.อ.สุรสิทธิ์ ทิพย์รัตน์ ผกก.กลุ่มงานสอบสวน บก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า จากการสอบสวนสืบสวนพบว่าแก๊งนี้ทำกันเป็นขบวนการและเป็นอันตรายกับประชาชนมาก ทั้งการแอบอ้างโครงการเดินตามรอยพ่อ แอบอ้างเป็นราชนิกูล ดังนั้นตำรวจจะเรียกผู้ที่อยู่ในข่ายกระทำผิดทั้งหมดมารับทราบกล่าวหา โดยในส่วนของนางสาวคนหนึ่ง ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ส่วนคนอื่น ๆ กำลังการมารับทราบข้อกล่าวหา คดีนี้ล่าช้าเพราะมีผู้เสียหายจำนวนมากที่ทยอยกันมาแจ้งความใน 4 โรงพักและอาทิตย์หน้าตนจะเรียกพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีจากทุกโรงพักให้นำสำนวนมาตรวจสอบและสรุปอีกครั้งหนึ่ง รวมเงินที่รับแจ้งความไว้แล้ว 3-4 ล้านบาท โดยตนทราบว่ายังมีผู้เสียหายที่ยังไม่แจ้งความอีกจำนวนมาก จึงอยากให้ทุกคนที่ตกเป็นเหยื่อมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน







