
ทฤษฎีการเมืองไทยยุคใหม่
คนไทยเชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องของเจ้าของนาย
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
คนไทยเชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องของเจ้าของนาย
การโค่นล้มเผด็จการทหารโดยนักศึกษาและปัญญาชนเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2516 คนไทยจำนวนมากก็เชื่อว่า “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ” ประชาชนกำลังจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้ว ไม่ต้องมีเจ้ามีนาย (ทหารและข้าราชการ) มากดขี่ข่มเหงอีกต่อไป (อันเป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิ.ย. 2475) กระทั่งเกิดเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 จึงทำให้คนไทยเหล่านั้นถึงกับช็อก เพราะไม่เชื่อว่าทหารจะฟื้นคืนสู่อำนาจได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้น “อำมาตยาธิปไตยใหม่” (อำมาตยาธิปไตยเก่าคือการปกครองภายใต้ระบบราชการและทหารในช่วงปี 2475-2516) ก็เข้าครอบงำการเมืองไทยโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 ที่ถูกเรียกว่า “ฉบับประชาธิปไตยครึ่งใบ” การรอมชอมอำนาจระหว่างทหารกับข้าราชการและนักการเมือง นำมาซึ่งหายนะทางการเมืองไทยที่เรียกว่า “ธนาธิปไตย” รัฐบาลที่ซื้อเสียงประชาชนเข้ามาภายใต้การคุ้มกะลาหัวของนายกรัฐมนตรีมือสะอาดได้อาละวาด “หากิน” ไปทุกกระทรวงทบวง กรม (และรัฐวิสาหกิจ) เกิด ครม.ที่เรียกว่า “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” ตั้งโต๊ะให้นักการเมืองเก็บกวาดกินแบบฟรีสไตล์และโจ๋งครึ่ม กระทั่งทหารออกมายึดอำนาจในวันที่ 23 ก.พ. 2534 ที่หลายคนคิดว่าทหารกำลังจะออกมากวาดล้างความชั่วช้าทางการเมือง
แต่แล้วทหารก็เผยธาตุแท้ออกมาจากการวิเคราะห์เจาะลึกของสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง สรุปความเห็นได้ตรงกันว่า ทหารเพียงแค่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ของทหารเท่านั้น คือเมื่อทราบว่ารัฐบาล (ภายใต้การนำของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ) กำลังจะปลดและปรับเปลี่ยนแม่ทัพนายกองระดับสูง จึงออกมาจับตัวนายกฯ แล้วขึ้นครองอำนาจแทนเสีย พอดีกันกับที่นักการเมืองบางกลุ่มก็จ้องจะแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับทหารอยู่แล้ว จึงยื่นข้อเสนอเรื่องการสืบทอดอำนาจให้ โดยใช้ชื่อว่าพรรคสามัคคีธรรม ทำทีว่าจะให้นักการเมืองจากการเลือกตั้งมาเป็นบันไดให้นายทหารขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วเสวยสุขร่วมกัน
“สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” ฉันใดที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งก็พังเพราะคนในรัฐบาลหรือคนในพรรคเดียวกัน ฉันนั้นรัฐบาลของทหารก็พังเพราะทหารด้วยกันเช่นเดียวกัน เผด็จการ “อุ้มบุญเหนือฟ้า” ของนายทหาร จปร.5 จึงมาพังด้วยนายทหารประชาธิปไตย “ป้องฟ้าเหยียบแผ่นดิน” ของนายทหาร จปร.7 ในเหตุการณ์เดือน พ.ค. 2535 ตามมาด้วยกระแสปฏิรูปการเมืองอันเข้มข้น (ขณะนี้เรากำลังมีการปฏิรูปการเมืองอีกครั้ง การปฏิรูปในช่วงปี 2535-2540 จึงเรียกว่าการปฏิรูปการเมืองในรอบแรก หรือการปฏิรูปครั้งที่ 1) กระทั่งมีผลออกมาเป็นรูปธรรมอันสำคัญ (แม้จะด้อยฤทธานุภาพ) คือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 หลายคน
เชื่อว่านี่คือการเมืองไทยยุคใหม่
ด้วยฉายาของรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” นำมาซึ่งความเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหา หรือจัดการกับการเมืองของเจ้าของนาย หรือ “อำมาตยาธิปไตย” นั้นได้ แต่เราก็ได้ “เจ้านายคนใหม่” ที่อาศัยจุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ที่ให้ความมั่นคงแข็งแกร่งและอำนาจอันมหาศาลแก่ฝ่ายบริหาร สร้าง “เผด็จการเหนือฟ้า” ด้วยการแย่งชิงและครอบงำประชาชนรากหญ้าให้ลุ่มหลงกับ “ประชาธิปไตยใหม่” ที่ใช้เสียงข้างมากเป็นคาถากดหัว กระทั่งบ้างก็เชื่อว่า “เจ้านายยุคใหม่” ตนนี้ กำลังนำประเทศไทยไปสู่ “รัฐไทยใหม่”
ความพยายามที่จะโค่นล้มเจ้านาย ตนนั้นดำเนินไปอย่างดุเดือด (ถึงขั้น แผ่นดินเดือด) ทั้งในและนอกสภา แต่ก็เอาชนะไม่ได้ จนต้องอาศัย “อำนาจจริง” คือทหารออกมาขับไล่เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 แต่ด้วยเหตุที่ทหารชุดนั้นค่อนข้างจะเป็นพวก “โลกสวย” เพราะเชื่อว่า “พยาธิการเมือง” พวกนั้นแค่ใช้ยาถ่ายพยาธิ คือเอาชนะในการเลือกตั้งก็คงจะทำให้นักการเมืองชั่วๆ พวกนั้น “อันตรธาน” ไปจากการเมืองไทย แต่เมื่อคนพวกนี้สามารถผงาดฟื้นมาได้ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง จึงต้องเกิดปรากฏการณ์มวลมหาประชาชนภายหลังการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมยกเข่ง “ฉบับลักหลับยามดึก” หลังคืนวันที่ 31 ต.ค. 2556 จนนำมาซึ่งเหตุการณ์วันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่ทหารได้ใช้ “โพงพาง” หลอกเอาคู่ขัดแย้งมารวมกันแล้วรวบตัวไป “ปรับทัศนคติ” กระทั่งนำมาสู่ “การปฏิรูปประเทศ” โดยคณะ “แม่น้ำ 5 สาย” ภายใต้โต้โผผู้มีลีลาดุดัน แล้วร่วมฝันกันว่า “ประเทศไทยจะเป็นโลกพระศรีอาริย์” ในที่สุด
ผู้เขียนก็อยู่ในขบวนการ “คสช.พาฝัน” นี้ด้วยคนหนึ่ง เพราะเห็นดีเห็นงามกับแนวคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศของทหารกลุ่มนี้มาตั้งแต่ต้น เพียงแต่คิดว่าทหารน่าจะ “แข็ง” หรือเป็นตัวของตัวเองมากกว่าที่เป็นอยู่ และควรจะมี “วิสัยทัศน์” กับ “มโนทัศน์” ที่แตกต่างจากทหารในอดีต โดยเฉพาะคณะ คมช.ในสมัย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
ผู้เขียนชอบคำว่า “การเมืองการปกครองที่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย” ที่ได้รับรู้มาโดยตลอดในฐานะผู้ที่มีอาชีพในการสอนวิชาการเมืองการปกครองเกือบ 30 ปีมานี้ ผู้เขียนดื่มด่ำกับคำว่า “อัตลักษณ์ไทย” ที่มีการรณรงค์อย่างยิ่งใหญ่ใน พ.ศ. 2525 ครั้งที่กรุงเทพมหานครและพระบรมราชวงศ์จักรีครบรอบ 200 ปี และผู้เขียนเชื่อใจว่าทหารไทยจะต้องสามารถสร้างการเมืองแบบไทยๆ ขึ้นในยุคนี้ ด้วยการรัฐประหารในครั้งนี้แหละ
ผู้เขียนเชื่อว่าการเมืองไทยยุคใหม่ คือการเมืองที่ไม่ลุ่มหลงอยู่กับแนวคิดของตะวันตก ไม่ใช่แนวคิดของประชาธิปไตยอย่างที่มีฝรั่งบางชาติได้บงการผู้นำมาตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 (และยังคงบงการอยู่ในวันนี้ที่พยายามช่วยผู้นำขี้โกงบางคนให้ได้รับการช่วยเหลือด้วยการลี้ภัย) โดยเชื่อว่าทฤษฎีการเมืองไทยยุคใหม่จะต้องเป็นความคิดและวิธีปฏิบัติบนพื้นฐาน “บทเรียนแบบไทยๆ” และการแก้ปัญหาแบบ “ไทยๆ” ที่ควรจะตกผลึกหรือค้นพบ “อริยสัจ” คือความจริงทางการเมืองของไทยแล้ว จากความล้มลุกคลุกคลานของการเมืองไทยที่ผ่านมากว่า 80 ปี
หลายคนรวมทั้งผู้เขียนเชื่อถึงขั้นที่ว่า ทหารน่าจะมี “พิมพ์เขียว” เกี่ยวกับ “การวางแผนประเทศ” ที่หมดจดงดงาม ด้วยการศึกษาและเรียบเรียงมาอย่างประณีตบรรจง ที่สุดคือเชื่อว่าหลังจากที่ปล่อยให้ “แม่น้ำบางสาย” จัดทำรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ในขั้นตอนสุดท้ายที่ผู้มีอำนาจสูงสุดคือ คสช.คงจะ “งัดธง” ที่จัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยออกมาโบกสะบัด
การเมืองไทยไม่ว่าในยุคใดๆ ก็ต้อง “สีเขียว”







