
ฝนทิ้งช่วง-ทุกข์ชาวนา
ภัยแล้งในพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียง และภาคกลาง ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากฝนทิ้งช่วง ทำให้อาชีพชาวนาเดือดร้อนอย่างหนัก
ภัยแล้งในพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียง และภาคกลาง ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากฝนทิ้งช่วง ทำให้อาชีพชาวนาเดือดร้อนอย่างหนัก
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
ภัยแล้งในพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียง และภาคกลาง ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากฝนทิ้งช่วง ทำให้อาชีพชาวนาเดือดร้อนอย่างหนัก ซึ่งหากในอนาคตชาวนาไทยยังคงเผชิญวิกฤตขาดน้ำเช่นนี้อาชีพทำนาคงจะสูญพันธุ์จากไทยไม่ช้าก็เร็วๆนี้ เหตุนี้ ศูนย์ปฏิบัติฝนหลวงต้องเร่งทำฝนหลวงช่วยเหลือเกษตรกร
โดยเฉพาะศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก ได้ปรับแผนการทำฝนหลวง โดยย้ายเครื่องบินทำฝนหลวงไปประจำการอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อทำฝนหลวงในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก จะให้เครื่องบินเกษตร ที่จังหวัดตาก ดูแลการทำฝนหลวงแทน และปรับให้สถานีเติมสารฝนหลวงจังหวัดแพร่ เป็น ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง ในการดูแลพื้นที่ต้นน้ำ ในเขตจังหวัดแพร่ น่าน อุตรดิตถ์ และเพชรบูรณ์ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ต้องมีการปรับแผนในการทำฝนหลวง เนื่องจากหลายจังหวัด ได้ร้องใหเมีการออกปฏิบัติการในการทำฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ในพื้นที่ ต.หัวถนน อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เริ่มปลูกมันสำปะหลังรอบใหม่ หลังที่มันสำปะหลังที่ปลูกไปรอบแรกต้องไถทิ้งหมดเนื่องจากขาดน้ำ และเพลี้ยแป้งระบาดอย่างหนัก ส่งผลให้กิ่งพันธุ์มันสำปะหลัง หายากและมีราคาแพงขึ้น จากเดิมที่เกษตรกรสามารถใช้กิ่งพันธุ์จากไร่ของตัวเอง แต่ เกษตรกรต้องซื้อกิ่งพันธุ์ในราคาไร่ละประมาณ 18,000-20,000 บาท แล้วแต่สายพันธุ์ นอกจากนี้ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรไม่มีกิ่งพันธุ์ขาย เกษตรกรต้องไปซื้อกิ่งพันธุ์จากจังหวัดเช่นระยอง ชลบุรี และนครราชสีมาแทน
ด้านนายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผวจ.บุรีรัมย์ บอกว่าว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ยังคงน่าเป็นห่วง หลังฝนทิ้งช่วง และอ่างเก็บน้ำหลายแห่งกักเก็บน้ำได้น้อย จึงประสานไปยังชลประทานใ ห้พิจารณาชะลอการปล่อยน้ำ ให้เกษตรกรในพื้นที่รอบอ่างชั่วคราว พร้อมแจ้งเตือนให้เกษตรกรชะลอการทำนา จนกว่าจะมีฝนตกเพียงพอ แต่ยังคงมีเกษตรกรบางส่วน ไถหว่าน ปักดำข้าวไปแล้ว และเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ทำให้ทางจังหวัดต้องทำเรื่องประสานขอฝนหลวง ไปยังศูนย์ปฏิบัติฝนหลวงจังหวัดอุบลราชธานี ให้เร่งทำฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่แล้ว
ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองสียัดที่จังหวัดฉะเชิงเทราเข้าสู่วิกฤต เมื่อปริมาณน้ำในอ่างเหลือเพียง 75 ล้าน ลบ.เมตรจาก ความจุอ่าง 425 ล้าน ลบ.เมตร ส่งผลกระทบกับประชาชนในสองจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา ขณะที่กรมชลประทานระบุว่าขณะนี้สามารถผันน้ำส่งพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำได้เพียง 50,000 ลบ.เมตร ต่อวันเท่านั้น ซึ่งหากฝนยังไม่ตกลงมาเพิ่มเติมภายในกลางเดือนก.ค.นี้ จะสร้างปัญหาความเดือดร้อนในวงกว้างอย่างรุนแรงแน่นอนและอาจจะกระทบกับฤดูแล้งในปีพ.ศ.2554
ชาวบ้านรายหนึ่ง บอกว่า ปรากฏการณ์ลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 6 ปี และได้สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำคลองสียัดเอง เพราะเมื่อกรมชลประทานผันน้ำออกจากเขื่อนทุกวัน ขณะที่ไม่มีน้ำฝนตกลงมาเติมให้ ปริมาณน้ำลดลง จากเดิมที่ชาวบ้านใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ด้วยการติดตั้งเครื่องแล้วต่อท่อสูบน้ำจากอ่างไปใช้เพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค ก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เพราะน้ำบริเวณขอบอ่างแต่ละจุดลดลงห่างจากจุดเดิมหลายร้อยเมตร บางแห่งเกาะแก่งที่จมอยู่ใต้น้ำก็โผล่ขึ้นมาให้เห็น โดยเฉพาะหัวกะโหลกตะแกรงกรองน้ำก่อนผันไปในพ้นที่ท้ายอ่าง ก็โผล่ขึ้นมาให้เห็น ทั้งที่ปกติจะจมอยู่ใต้น้ำสูงกว่า 30 เมตร
ขณะเดียวกัน ประชาชนในพื้นที่ต.คลองตะเกรา อีกกว่า 10 หมู่บ้าน ชุมชนตลาดหนองคอกที่ว่าการอ.ท่าตะเกียบ มากกว่า 1,000 หลังคาเรือน รวมทั้งสถานที่ราชการ วัด โรงเรียน หลายแห่งที่ใช้น้ำประปาที่องค์การบริหารส่วนตำบลคลองตะเกรา อาจจะไม่มีน้ำประปาอีกต่อไปเพราะไม่มีนำดิบมาผลิตเป็นน้ำประปาบริการประชาชน หากกรมชลประทานยังผันน้ำลงไปยังพื้นที่ท้ายอ่างอย่างเช่นทุกวันนี้
นายสุรพงษ์ อุตะรา รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองตะเกรา บอกว่า ปี 2549 อ.ท่าตะเกียบ ใช้งบประมาณ ซี.อี.โอ จำนวน 20 ล้านบาท ก่อสร้างประปาและระบบเดินท่อส่งน้ำ หลังจากนั้นได้ส่งมอบให้ อบต.คลองตะเกรารับผิดชอบดูแล ที่ผ่านมานอกจากจะรับภาระการขาดทุนเดือนละกว่า 20,000 บาทแล้ว การผลิตน้ำประปาบริการประชาชนมีปัญหาทั้งช่วงน้ำมากและช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากพื้นที่ตั้งโครงการไม่เหมาะสม เพราะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 65.1 เมตร เวลาน้ำมากน้ำก็จะท่วมท่อสูบน้ำและเข้าท่วมพื้นที่โครงการ ช่วงฤดูแล้ง น้ำจะลดระดับลงจนไม่ถึงโรงสูบน้ำ ต้องแก้ไขโดยขุดทางเดินน้ำขึ้นและหากน้ำยังลดระดับลงอีก ก็จะไม่มีน้ำดิบมาผลิตประปา จะส่งผลกระทบกับประชาชนหลายพันครัวเรือน
นายสมภพ สมประสงค์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองสียัด บอกว่า ปกติอ่างเก็บน้ำคลองสียัดมีความจุน้ำได้ 425 ล้าน ลบ.เมตร ปัจจุบันมีน้ำกักเก็บเหลือเพียง 75 ล้าน ลบ.เมตรเศษหรือประมาณ 18 % เท่านั้น นับว่าเข้าสู่ช่วงวิกฤตน่าเป็นห่วงแล้ว และยังมีความจำเป็นที่จะต้องผันน้ำไปยังด้านท้ายอ่างวันละ 50,000 ลบ.เมตร เพื่อรักษาระบบนิเวศน์ในคลองสียัด คลองท่าลาด และช่วยเหลือด้านการเกษตร อุปโภคบริโภคผลิตน้ำประปา ในพื้นที่อ.พนมสารคาม อ.แปลงยาว และบางส่วนของอ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา รวมทั้งพื้นที่บางส่วนของอ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี
หากฝนยังทิ้งช่วงไปถึงเดือนก.ค.อาจจะเกิดผลกระทบขึ้นมากไม่ว่าจะเป็นชาวนา หรือแม้แต่โรงงาานอุตสาหกรรมทั้งหมดล้วนแล้วแต่ใช้น้ำเป็นตัวขับเคลื่อนทั้งหมด วิกฤตภัยแล้งครั้งนี้ชาวไร่ชาวนาสะอื้นทั้งประเทศ







