
ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
รู้สึกกันไหมครับว่า สังคมเราขาดความรักไปอักโข
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
รู้สึกกันไหมครับว่า สังคมเราขาดความรักไปอักโข
ทศวรรษเศษที่เราลุกขึ้นมาโต้เถียงกันแล้วบานปลายไปกระทั่งลงไม้ลงมือต่อกันจนหวิดจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองหลายครั้งนั้น ความรักได้จางหายไปอย่างเงียบๆ
ความรักที่ว่านี้ รวมความถึงสิ่งอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของการก่อกำเนิดความรัก ไม่ว่าเราจะเรียกสิ่งนั้นๆ ว่า ไมตรีจิต มิตรภาพ ความไว้วางใจ ความเชื่อใจ หรืออื่นใดก็ตาม เพราะถ้าปราศจากสิ่งเหล่านี้ เราจะ
พูดถึงความรักไปทำไมกัน
เมื่อก่อนพูดกันแต่ว่า เมื่อความยากจนเข้ามาทางประตู ความรักก็จะโบยบินออกทางหน้าต่าง แต่ประสบการณ์ตรงในสังคมเรา บอกชัดว่า ไม่เพียงแต่เหตุบ้านการเมืองจะทำให้ปัจจัยก่อให้เกิดความรักรวมตัวกันไม่ติด การเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เคมีนี้จับตัวกันไม่ได้ด้วย
เป็นความจริงที่ว่า เราใส่ใจต่อมิตรภาพและผู้คนรอบตัวน้อยลง แต่กลับเพ้อหาความรักหรือไมตรีจิตแบบเสิร์ฟด่วนผ่านออนไลน์มากขึ้น
ยอดไลค์ในเฟซบุ๊กและคำชมในออนไลน์ดูเหมือนจะมีผลต่อชีวิตมากกว่าการปฏิบัติต่อคนในครอบครัว และผู้คนรอบข้างในชีวิต
ไม่เพียงแต่ครอบครัวเดี่ยวจะเพิ่มมากขึ้น คนยุคสมัยนี้สามารถแสวงหาความหวานเทียมในชีวิตได้อย่างหลากหลาย เราไม่จำเป็นต้องไปมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกับใคร เพราะสามารถทดแทนสิ่งนั้นด้วยจินตนาการจากนวนิยายทางออนไลน์ที่มีผู้เขียนให้อ่านทุกวัน หรือแม้แต่สนทนากับคนแปลกหน้าได้โดยสร้างตัวตนแบบไหนก็ได้
ความสัมพันธ์เทียม อันเกิดจากความพอใจเทียม และการเสพติดความหวานเทียม รวมทั้งของเทียมอื่นๆเช่น การใช้แอพพลิเคชั่นแต่งภาพให้ดูดีเกินจริง ฯลฯ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกปลอดภัยและสุขใจได้ยิ่งความความสัมพันธ์เสมือนมากกว่าความสัมพันธ์ต่อหน้า
เมื่อทักษะอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้น ทักษะบางอย่างก็หดหายไป
ขณะที่ทักษะในการทำดีต่อกันจะขาดหายไป ทักษะในการตัดสินคน และการมีความคิดเห็นก็ว่องไวมากขึ้นทักษะในการลงมือทำลดลง แต่ทักษะในการบอกกล่าวเพิ่มสูงขึ้น ทักษะในการอดทนลดลง แต่ทักษะในการเปิดเผยก็แจ่มชัดขึ้น ฯลฯ
เป็นไปได้ไหมว่า วันหนึ่งเมื่อความละมุนละไมในการใช้ชีวิตได้สูญหายไป เราก็อาจจะไม่รู้ตัวเลยเสียด้วยซ้ำ
เราอาจจะอยู่ได้ด้วยความหวานเทียม แต่ถ้าเราไม่อาจไว้วางใจใครหรือเชื่อใจสิ่งใดได้เลย แม้จะเห็นสิ่งนั้นอยู่กับตา แต่ไม่อาจแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นของจริงหรือของปลอม ผมว่าอย่างนั้นชีวิตมันมีปัญหาแล้วล่ะ
เราโสดไม่โสด เรามีคู่หรือไม่มีคู่ อาจจะไม่สำคัญเท่ากับเรายังเชื่อใจผู้คนได้อยู่หรือไม่ เรายังสามารถไว้วางใจต่อมนุษย์ด้วยกันได้ต่อไปอีกหรือไม่
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่สามารถเชื่อใจหรือวางใจในความสัมพันธ์กับผู้คนได้ มันก็จะมีผลต่อชะตากรรมของเราอย่างใหญ่หลวง เพราะขนาดพระพุทธเจ้าเองยังทรงสรรเสริญไว้ว่า กัลยาณมิตรนั้นสำคัญยิ่ง
เราจะหลงทางไม่หลงทาง จะเสียเวลาไม่เสียเวลา จะปฏิบัติถูกปฏิบัติผิด จะเสียเปล่าไม่เสียเปล่า ฯลฯ กัลยาณมิตรล้วนเกื้อกูลทั้งนั้น
เมื่อพระภิกษุผู้มีความคิดเห็นสุดโต่ง ตีความธรรมะแบบพิสดารแถลงยอมรับว่า ตนเองมีสัมพันธ์ทางเพศกับชู้สาว ครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีแล้ว บางท่านให้ข้อสังเกตว่า น่าเสียดายที่คนผู้นั้นไม่มีกัลยาณมิตร ถ้าเขามีกัลยาณมิตร เขาก็จะไม่สุดโต่งจนออกนอกทางไปขนาดนั้น
นับวันกระแสธารแห่งความลุ่มหลงในตนเอง การหมกมุ่นในความคิดของตนเอง การอยู่ได้ด้วยตนเองโดยการเสพความหวานเทียม ฯลฯ ยิ่งจะกว้างขวางยิ่งขึ้น
ขณะที่ความสามารถและทักษะบางประการลดลงอย่างน่าใจหาย มันมีสัจธรรมเกี่ยวกับความรักอยู่ประการหนึ่งที่โดดเด่นท้าทายกาลเวลามาทุกยุคทุกสมัย
นั่นคือ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก
ครับ ผู้ที่ให้คนอื่นก่อน ย่อมได้รับการให้ตอบ ผู้ให้ของชอบใจ ย่อมได้รับของชอบใจ ผู้บูชาย่อมได้รับการบูชาตอบ ปราชญ์ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข ฯลฯ เหล่านี้เป็นธรรมภาษิตที่เป็นจริงมาทุกยุคทุกสมัย
ความรักจะหายไปไหนก็ช่าง แต่ถ้าเรายื่นมือออกไปก่อน ความรักจักไม่หายไปไหน
ขอให้มีความรักเหลือไว้แจกจ่าย ขอให้มีความสุขครับ







