posttoday
คลัง-ไอซีทีโบ้ยดาวเทียม

คลัง-ไอซีทีโบ้ยดาวเทียม

17 มิถุนายน 2553

โพสต์ทูเดย์ — คลังกับไอซีที ต่างฝ่ายต่างโยนภาระซื้อดาวเทียมไทยคม เรียกทุกฝ่ายหารือวันที่ 17 มิ.ย. มั่นใจจบใน 4 เดือน

นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า เรื่องแนวทางการซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากเทมาเซก ประเทศสิงคโปร์ เป็นเรื่องของกระทรวงการคลังและสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเป็นผู้กำหนดการดำเนินการ เพราะไอซีทีไม่มีเงิน และมีหน้าที่รับผิดชอบส่วนของข้อสรุปทางกฎหมายตามคำพิพากษา

ทั้งนี้ ทางกระทรวงการคลังได้ให้ไอซีทีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือวันที่ 17 มิ.ย. ว่ามีแนวทางการดำเนินการเป็นอย่างไร เช่น การระดมทุนจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่คลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งไอซีที มีหน้าที่รับฟัง แต่ไม่ได้มีข้อเสนอใดๆ เพราะรายละเอียดทั้งหมดอยู่ที่นายไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศ กระทรวงไอซีที ซึ่งขณะนี้อยู่ต่างประเทศ

“ไอซีทีไม่ใช่กระทรวงต้นเรื่อง ต้องไปดังนั้น ถ้าถามว่าแนวทางไหนดีที่สุดขณะนี้ก็คือไม่มีคำตอบ จนกว่าจะได้รับฟังข้อมูลทั้งหมด เพื่อมาประมวลผลอีกที แต่เชื่อว่าทั้งหมดจะจบภายใน 4 เดือน” นายจุติ กล่าว

สำหรับการระดมทุนจากรัฐวิสาหกิจนั้น เป็นเรื่องที่ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จะต้องพิจารณา แต่หากดูจากทรัพย์สินทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจ 40 แห่งในประเทศมีมูลค่าสูงถึง 6 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันยังใช้ไม่ถึง 10% ซึ่งหากรัฐวิสาหกิจเข้ามาช่วยประเทศก็จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เพราะอนาคตของประเทศไทยอยู่ที่รัฐวิสาหกิจ

อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการซื้อบริษัทไทยคมคืนมานั้นง่ายกว่าการซื้ออายุสัมปทานที่เหลือคืน เนื่องจากหากซื้อสัมปทานที่เหลือจะเจอกับปัญหาที่ไม่มีคนมาดูแล แต่หากเป็นการซื้อมาทั้งบริษัท ก็แค่เพราะแค่เปลี่ยนคณะกรรมการและผู้ถือหุ้นเท่านั้น

นายจุติ กล่าวว่า วิธีการยิงดาวเทียมดวงใหม่แทนนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องยาก เพราะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งควรจะจัดการดวงที่มีอยู่ให้เรียบร้อยก่อน เพราะแม้สิทธิ์วงโคจรดาวเทียมจะเป็นของรัฐบาล แต่สิทธิ์การบริหารเป็นของต่างชาติ จึงควรจะหาวิธีนำกลับมาเป็นของคนไทยก่อน

ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดสืบพยานเรื่องภริยาถือครองหุ้นสื่อสารบริษัทสัมปทานรัฐเกิน 5% เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีความกังวลลดลง แต่ก็ไม่ได้ประมาท และมั่นใจว่าไม่มีปัญหาเพราะได้ขายหุ้นทั้งหมดผ่านตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว

ด้านนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โดยหลักการหาเงินมาซื้อคืนดาวเทียมไทยคมเป็นเรื่องของกระทรวงไอซีที ก็ควรจะให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของไอซีทีเป็นคนซื้อ เช่น ให้บริษัท ทีโอที หรือบริษัท กสท โทรคมนาคม เป็นคนซื้อ เพราะซื้อมาแล้วก็สามารถเข้าไปบริหารได้ ส่วนรัฐวิสาหกิจอื่นไม่มีความถนัดจะบริหารดาวเทียม หากใช้เงินพันล้านบาทซื้อ กสทฯ มีกระแสเงินสดเพียงพอ เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจและทางการเมืองก็ดี เพราะดาวเทียมเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งวันนี้คงหารือทางการเมืองเชิงนโยบาย ยังไม่ถึงขั้นปฏิบัติ

*******มาร์ค”ปัดตอบแนวคิดใช้เงิน “แม้ว” ซื้อหุ้นไทยคมฯคืน บอกควรนำไปเสริมฐานะการคลังเหมาะกว่า ปฏิเสธไม่ตั้ง กก.สอบคนใน ปชป.ได้ประโยชน์จากการซื้อขายหุ้น บอกให้ ก.ล.ต.ดำเนินการ บอกทุกอย่างตรวจสอบได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ชี้แจงกรณีที่มีข่าวว่ารัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจะใช้เงินที่ยึดมาจากพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาใช้ซื้อหุ้นของบริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) จากบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า ยังไม่ควรจะไปพูดถึงเรื่องว่ารัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหนอย่างไร แต่ความจริงเงินที่มีการยึดทรัพย์เข้ามาก็ถือว่าไปเสริมฐานะการคลังดีที่สุด แต่การจะซื้อหรือไม่ซื้อหุ้นของบริษัท ไทยคม ฯ ทางกระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณา ซึ่งจะต้องดูหลายทางเลือก ด้วยเป้าหมายหลักพิจารณาเรื่องความมั่นคงและสิ่งนี้ควรเป็นของคนไทย

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสิทธิชัย โภไคยอุดม อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เสนอว่ารัฐอาจไม่จำเป็นต้องไปซื้อแต่ใช้วิธีการยิงดาวเทียมใหม่ไปตามวงโคจรที่ยังมีสิทธิ์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังและกระทรวงไอซีทีก็จะช่วยดูอยู่ โดยจะต้องดูถึงผลประโยชน์โดยรวม โดยมีเป้าหมายสุดท้ายของการที่เราจะมีเครื่องมือตัวนี้โดยที่คุ้มค่าที่สุด เราต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีเรื่องของดาวเทียมมีผลอย่างมากในขณะนี้ ไม่ใช่แค่เพียงการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันแต่กระทบกระเทือนมาถึงความมั่นคงด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าฝายค้านกำลังดึงประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องการเมืองและกล่าวหาว่ารัฐบาลมีผลประโยชน์ในเรื่องดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทุกอย่างก็ต้องตรวจสอบได้ว่ามีผลประโยชน์หรือไม่ ใครเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง

เมื่อถามว่าในส่วนของรัฐบาลจะเข้าไปตรวจสอบหรือไม่ เพราะล่าสุดทางตลาดหลักทรัพย์มีการตั้งคณะกรรมการรวจสอบเรื่องดังกล่าว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าตลาดหลักทรัพย์มีการตรวจสอบก็เป็นเรื่องดี ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

เมื่อถามย้ำว่าในส่วนของรัฐบาลจะมีการเข้าไปตรวจสอบหรือไม่ว่ามีคนในพรรคประชาธิปัตย์ได้ผลประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธว่า “ไม่ครับ เป็นเรื่องที่ ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ดำเนินการได้เลย” ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจได้หรือไม่ว่าคนใกล้ชิดของนายกรัฐมนตรีจะไม่มีผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นว่ามันมีการตัดสินใจอะไรอย่างชัดเจนในขณะนี้ เป็นเพียงการศึกษาก็อย่างที่มีคนพูดว่าไปพบกับใคร ก็ยังไม่ใช่ไปในจุดที่เป็นเรื่องการไปซื้อขาย เป็นเรื่องของสถานการณ์ในขณะนั้นซึ่งมีปัญหามากพอสมควรว่าเมื่อขอความร่วมมือไปจากไทยคมฯแล้วเผชิญกับปัญหาอุปสรรคอะไร ขณะเดียวกันเจ้าของปัจจุบันก็ไม่ค่อยได้รับรู้รับทราบในเรื่องดังกล่าว ความจริงในช่วงนั้นปัญหาเรื่องดาวเทียมเราต้องไปขอความร่วมมือจากหลายประเทศ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องของเทมาเส็กฯหรือไทยคมเท่านั้น หลายๆประเทศเราก็ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศประสานการดูแล

เมื่อถามว่ามีความพยายามโยงว่าราคาหุ้นของไทยคมฯ สูงขึ้นมาจากเดิมมากในตลาดหลักทรัพย์หลังจากที่รัฐบาลออกมาแสดงแนวคิดดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ยังไม่ได้ถึงจังหวะที่จะไปซื้อขายอะไร ถ้าจะมีการซื้อขายก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายซึ่งมีขั้นตอนอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่าจนถึงปัจจุบันอายุของสัมปทานเหลืออีกกี่ปีกว่าจะกลับมาเป็นของไทย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า 11 ปี เมื่อถามว่าตกลงจะไม่มีการซื้อคืนแล้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าวก่อนจะรีบกลับขึ้นรถยนต์กลับมายังทำเนียบรัฐบาลทันที

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน